125
สิ่งมหัศจรรย์เมื่อฉันลองตื่นก่อนโลก

“เช้ามืด เป็นเวลาที่ฉันเป็นผู้นำ ส่วนนอกนั้นคือเวลาที่ปล่อยไปตามโชคชะตา”
นี่คือคำโปรยหลังปกหนังสือเล่มนี้ ที่เขียนโดย คิมยูจิน ทนายผู้สอบใบอนุญาตของอเมริกาได้ถึงสองรัฐ เป็นประโยคที่สะกิดใจเจ้เอามากๆ เพราะว่าการตื่นเช้า แบบเช้ามืด ฟ้ายังไม่สว่าง เป็นสิ่งที่อยากทำให้ได้เป็นกิจวัตรมานานแล้ว แต่เจ้ก็ยังทำไม่สำเร็จ ทำได้พักเดียวก็มีเหตุให้นอนดึก และตื่นตอนฟ้าสว่างแล้วเสมอ
การได้อ่านเล่มนี้จึงเป็นเหมือนได้ยารักษา Pain Point ในใจ
ทุกคนรู้ว่าการตื่นเช้าเป็นเรื่องดี แต่น้อยคนจะทำได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สภาพร่างกายเอื้ออำนวยให้เป็น Morning Person บางคนจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าในตอนกลางคืน
เจ้สังเกตว่า ถ้าวันไหนได้ตื่นตอนเช้ามืด วันนั้นจะไม่ว้าวุ่น ได้ทำหลายสิ่งเสร็จในวันเดียว ร่างกายสดชื่นขึ้นด้วยเพราะได้ออกกำลังกาย มีเวลาอยู่กับตัวเอง เช่น อ่านหนังสือ ขีดๆเขียนๆใน BUJO ได้เช็คข่าว มีเวลาค่อยๆละเลียดอาหารเช้าไม่รีบร้อน จิบชาร้อนๆ ชมวิวธรรมชาติที่บ้าน ก่อนเริ่มทำงาน
แต่ถ้าวันไหนตื่นสาย ก็จะเริ่มวันแบบเร่งรีบ ทั้งวันสิ่งที่เราโฟกัสก็จะมีแต่เรื่องงาน งาน และ งาน หมดวันก็เหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรแล้ว คิดแค่ว่า กินข้าวให้หายหิว พาตัวเองไปอาบน้ำชำระร่างกาย เปลี่ยนชุดเข้านอนก็พอ กลายเป็นแทบไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย
ทั้งหมดที่อ่านมาจากเล่มนี้ “หัวใจหลัก” ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการตื่นเช้า แต่เป็นเรื่อง “การพัฒนาตนเอง” โดยมีการตื่นเช้า เป็นตัวช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ การตื่นเช้าไม่ใช่สัญญาณ และไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะประสบความสำเร็จ แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ดึงศักยภาพในตัวเพื่อให้เราทำอะไรก็ได้ โดยไม่มีสิ่งรบกวน มีแค่ตัวเราเท่านั้น
เช้ามืด เป็นเวลาปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นเวลาพักผ่อนที่เป็นของตัวเราจริงๆ เป็นเวลาที่ประตูบานใหม่เปิดออกให้เราค้นพบอะไรใหม่ๆ
—
การพัฒนาตนเองเป็นเรื่องที่ต้องทำคนเดียว ลองสังเกตดู ท่าทีของคนที่อยากเรียนรู้อะไรบางอย่างเพื่อความสนุกกับท่าทีของคนที่อยากพัฒนาตัวเองจริงจัง จะไม่เหมือนกัน การที่เรามัวแต่รอให้มีคนทำอะไรด้วยเป็นเพื่อนเสมอ ไม่กล้าทำคนเดียว จะทำให้เราพัฒนาเรื่องนั้นได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น
ถ้าอยากลองทำเรื่องใหม่ๆเพื่อความอยากรู้ ความสนุก หรือแค่แก้เบื่อ การทำพร้อมเพื่อนอาจช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าอยากท้าทาย หรือพิชิตเป้าหมาย ต้องทำคนเดียว เพื่อที่เราจะได้จดจ่อกับตัวเองจะไม่หวั่นไหวกับความคิดคนอื่น
เราต้องฝึกที่จะปิดกั้นเสียงรบกวนภายนอกและเปิดสวิตช์พัฒนาในตัว เราทุกคนมีแนวทาง และวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะกับแต่ละคนตามความเร็วของตัวเอง ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป จะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆ เพราะการเรียนไม่มีวันสิ้นสุด เราต้องเรียนรู้ไปตลอดเพื่อให้ตัวและจิตใจของเราเติบโตขึ้น
คิมยูจินบอกไว้ว่า อย่ามัวแต่ดูคนข้างๆ ให้ดูแต่เส้นทางที่เราจะเดินแล้วมุ่งไป คู่แข่งที่สำคัญที่สุด คือตัวเราเอง ไม่ใช่คนอื่น
ที่สำคัญ แม้ชีวิตจะเหนื่อย พบเจอเรื่องราวมากมายในแต่ละวัน แต่เราต้องพาตัวเองอออกมา และจดจ่ออยู่กับความสุขในหัวใจ แยกเวลาทำสิ่งที่ต้องทำ กับสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขออกจากกันให้ได้
ดังนั้นแล้ว เมื่อถึงวันเสาร์ จึงควรเป็นวันที่ตื่นเช้า จะได้มีเวลามากขึ้นในการเคลียร์ทุกสิ่งให้เสร็จในวันเสาร์ เช่นจัดบ้าน ซื้อของ ออกไปพบปะเพื่อนฝูง ทานอาหารกับครอบครัว เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ฯลฯ เพื่อที่จะได้อิสรภาพคืนมาในวันอาทิตย์ แล้วเราก็จะได้พักผ่อน ชารจ์พลังอย่างแท้จริง
—
กลับมาที่วิธีการตื่นก่อนโลก นั่นคือ ตื่นตอนที่ฟ้ายังไม่สว่าง สิ่งมีชีวิตอื่นๆยังหลับใหลกันอยู่ เพียงแค่พอนาฬิกาปลุกดังปุ๊บ นับถอยหลังในใจ 5 4 3 2……1 แล้วลุกจากเตียงเลย ถ้าเหนื่อยมาก ให้ปลอบใจตัวเองว่า เดี๋ยวค่อยพักทีหลัง ตอนนี้ลุกขึ้นมาก่อน
หลักการของการตื่นเช้าคือ นอนกี่โมง และรักษาระยะเวลานอนให้เพียงพอ ไม่อดนอน นอนน้อยเพียงเพราะอยากตื่นเช้า
เราไม่ต้องยึดติดว่า เมื่อตื่นเช้าแล้วต้องทำแต่เรื่องที่ยิ่งใหญ่เปลี่ยนชีวิต อาจจะแค่เปิดเพลงฟัง จิบชา อ่านหนังสือ ทำงานอดิเรกที่ชอบทำ หรือบางครั้งแค่การตื่นมานั่งเงียบๆกับตัวเอง ความสุขก็เกิดขึ้นแล้ว
แต่ถ้าไม่อยากอยู่เฉยๆ และไม่รู้ว่าตื่นมาแล้วจะทำอะไร คิมยูจินแนะนำให้ออกกำลังกายง่ายๆ เพราะการตั้งใจออกกำลังกาย จนนาทีสุดท้าย จะทำให้เราเป็นคนอดทนมากขึ้น และยังได้สัมผัสกับความรู้สึกดีกับตัวเองหลังออกกำลังกายเสร็จ
เมื่อโลกตื่นแล้ว เราก็ใช้ชีวิตตามปกติ จนก่อนถึงเวลาเข้านอน ให้วางแผนสำหรับวันถัดไปว่าต้องทำอะไรบ้าง เราไม่จำเป็นต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ แค่นอนในเวลาที่ร่างกายรู้สึกสบายและปราศจากความเครียดเท่านั้นเอง
—
เจ้คิดว่าจะต้องตื่นเช้าให้ได้ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะ
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
