120
หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งไม่มีวางขาย (Kimi To Aeta Kara)

ชอบเหลือเกินเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับหนังสือ เห็นเป็นไม่ได้ ต้องหยิบใส่ตะกร้าเอากลับบ้านมาด้วยทุกที แถมยังแซงคิวเล่มอื่นๆซะด้วย แต่ก็ไม่ผิดหวัง แม้แลดูจะเป็นหนังสือนิยาย อ่านเบาสมอง แต่บทเรียนที่หนังสือเล่มนี้ทิ้งไว้ให้ยังครุกรุ่นในใจ
เรื่องราวของ โยสุเกะ เด็กชายชั้นม.6 ที่ครอบครัวเป็นเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ที่หลายๆคนอาจกำลังขมักเขม้นอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนก็เที่ยวเล่นใช้ชีวิตม.ปลายให้เต็มที่ บางคนก็ใช้เวลาไปทำสิ่งที่ชอบ
แต่โยสุเกะ เด็กชายวัย 17 ปี ตัวเอกของเรื่อง ไม่มีความตั้งใจอยากทำอะไรเลย ยังไม่คิดเรื่องอนาคต และไม่อยากรีบออกไปทำงานหาเงิน เลยขอยืดเวลาใช้ชีวิตแบบเอื่อยๆ และใช้ข้ออ้างในการเฝ้าร้านหนังสือของที่บ้านเพื่อจะได้ไม่ต้องอ่านหนังสือสอบ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้เจอกับลูกค้าผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน ชื่อ ฮารุกะ ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิต โยสุเกะ ไปตลอดกาล
การมาเยือนของลูกค้าคนนี้ เริ่มจากการสั่งหนังสือที่ไม่มีวางขาย เลยต้องกลับมารับหนังสือในสัปดาห์ถัดไป ด้วยความที่อยู่ในวัยเดียวกัน แถมฮารุกะยังดูเหมือนจะตรงสเปคของโยสุเกะ ทั้งสองคนมีหนังสือเป็นตัวเชื่อมการสนทนา ความดึงดูดใจนี้เลยทำให้ทั้งสองฝ่ายคุยกันถูกคอ มีการนัดพบกันนอกสถานที่ เพื่อทำความรู้จักกันมากขึ้น
ช่วงอายุ 17-18 เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ไม่รู้จะเอายังไงกับอนาคตของตัวเอง ดูเป็นสิ่งที่วัยรุ่นแทบทุกคนต้องเคยเผชิญช่วงเวลาน่าสับสนแบบนี้มาแล้ว
โชคดีที่คุณพ่อของฮารุกาสอนลูกอย่างดี ทำให้ฮารุกะสามารถเป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นได้ด้วย
เมื่อทั้งสองคุยกันว่าจะเอาอย่างไรต่อกับอนาคตหลังจากนี้ โยสุเกะผู้ไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าอยากทำอะไร ฮารุกะจึงคิดเอาคำสอนของพ่อมาดึงสติโยสุเกะ โดยการชวนเล่นเกม ให้เขียน Life list ว่าอยากทำอะไร อยากไปที่ไหน อยากบรรลุอะไรในอนาคต และกำชับว่า ยังไงชีวิตนี้ก็มีชีวิตเดียว ไม่ต้องสนใจว่าทำได้หรือไม่ เขียนให้เต็มที่เลยว่าก่อนตายอยากทำอะไรบ้าง
เมื่อเขียน Life List แผ่นแรกออกมาแล้ว ให้เขียนอีกแผ่น เพราะแผ่นแรกมักจะเต็มไปด้วยความปรารถนาเพื่อตัวเองล้วนๆสำหรับแผ่นที่สอง ให้เปลี่ยนมุมมองว่า ในชีวิตนี้เราอยากทำอะไรให้คนอื่น
ยกตัวอย่างเช่น ในรายการแรกเขียนว่า คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ฮิตไปทั่วโลกและจดสิทธิบัตร แต่ในรายการแผ่นที่สองเขียนว่า อยากแบ่งเบาภาระของแม่ (หรือภรรยา)
ฮารุกะบอกโยสุเกะ ว่ากันว่า เครื่องซักผ้าเกิดจากคนๆหนึ่งอยากแบ่งเบาภาระของภรรยาได้บ้าง จากจุดนี้เลยเกิดการวิจัยพัฒนาซ้ำๆ ด้วยพลังใจว่าจะช่วยให้ผู้หญิงเหนื่อยน้อยลง สะดวกสบายมากขึ้น
พ่อของฮารุกะบอกว่า สิ่งที่เราอยากได้ สถานที่ๆอยากไป สิ่งที่อยากทำ ในรายการแผ่นแรก มันคือสิ่งที่เราจะไขว่ขว้ามาในที่สุด แต่ไม่ได้มีไว้เป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน
เมื่อเอามาประกบกัน หน้าหลัง มันจะเป็น Give List & Take List รายการของแผ่นที่สองเป็นเหมือนกุญแจสำคัญ ถ้าเราทำให้รายการในแผ่นที่สองเป็นจริงได้ ก็จะพลอยทำให้แผ่นแรกสำเร็จไปด้วย
—
และนี่คือบทเรียนแรกที่ปลุกให้โยสุเกะเลิกใช้ชีวิตแบบผลาญเวลาทิ้งไปวันๆ
ทั้งสองคน นัดเจอกันเป็นเวลาไม่นานต่อครั้ง เป็นระยะๆ แต่ละครั้ง โยสุเกะก็จะได้บทเรียนของพ่อฮารุกะที่เอามาบอกต่อ สอนต่ออีกที ซึ่งโยสุเกะก็รู้สึกชอบและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ
หลายๆคำสอนเป็นเรื่องที่น่ารักมาก เช่น เราไม่ได้จ่ายเงินเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แต่เราจ่ายเงินเพื่อ “ขอบคุณ” ถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายของสินค้า หรือบริการที่เราได้รับ
เช่น เมื่อเราจ่ายเงินซื้อแฮมเบอร์เกอร์ 1 ชิ้น ให้ลองคิดว่า ถ้าเราต้องทำแฮมเบอร์เกอร์นี้ด้วยตัวเองล่ะ มันคงต้องเริ่มตั้งแต่ เดินทางไปหาสถานที่ปลูกข้าวสาลี เลี้ยงวัว เสียเวลาปลูกผัก ปลูกหัวหอม หมักเครื่องเทศ สกัดเอาน้ำมันมาทอด ฯลฯ
กว่าจะเสร็จคงต้องวุ่นวาย เสียพลังกายน่าดู ซึ่งการจ่ายเงินค่าแฮมเบอร์เกอร์นี้ เป็นการแสดงความขอบคุณแบบรวบรัดให้ทุกคนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ .
ถ้าแฮมเบอร์เกอร์ ติดป้ายว่าราคา 180 ¥ ให้รู้ว่าจริงๆแล้ว มันอ่านว่า แฮมเบอร์เกอร์ 180 คำขอบคุณ
นั่นหมายถึง เวลาที่เราทำงานหาเงิน คือเรากำลังสะสม คำขอบคุณไว้นั่นเอง
พอเป็นแนวคิดของการทำงาน คำสอนของพ่อฮารุกะก็ทำให้เราฉุกคิดได้ดี พ่อบอกว่า คนส่วนใหญ่ คิดว่า หากทำงานแล้วได้ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 800 ¥ ถ้าอยากได้เงินเพิ่ม ก็ต้องเพิ่มจำนวนชั่วโมง แต่อันที่จริงควรคิดว่ามีวิธีไหนที่ทำให้ได้รับคำขอบคุณใน 1 ชั่วโมงเพิ่มเป็น 10 เท่าบ้างหรือไม่ เพราะตอนที่เรายังคิดเรื่องเงินเป็นใหญ่ มันมักจะไม่มีหนทางสะดวกผุดขึ้นมาในสมองเลย แต่หากเราคิดหาทางให้คนขอบคุณเรา สารพัดไอเดียจะผุดออกมาเอง
—
พ่อฮารุกะยังบอกอีกว่า อย่านำวิธีการมาเป็นเป้าหมาย เพราะวิธีบรรลุเป้าหมายไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว เช่น หากเราอยากเดินทางไปฮอกไกโด คนส่วนใหญ่ก็นึกว่าจะเดินทางด้วยเครื่องบิน แต่หากเกิดเหตุที่ทำให้บินไม่ได้ เราก็ยังเดินทางด้วยวิธีอื่น เช่นนั่งรถไฟ รถบัส นั่งเรือ ขับรถ ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่เดิน ถ้าแผนการแรกไม่เวิร์ค ก็แค่หาวิธีใหม่
พ่อฮารุกะย้ำว่า อย่าเอาอาชีพมาเป็นความฝัน อาชีพเป็นเพียงหนทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างฝันให้เป็นจริง แต่ถ้าไม่รอด ก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจบสิ้นเสียหน่อย และต้องระวังอคติในใจให้ดี เพราะมันจะทำให้สิ่งที่เป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้ขึ้นมา
—
ไม่ใช่แค่เรื่องงาน ยังมีคำสอนที่ช่วยให้โยสุเกะกลายเป็นคนใหม่ขึ้นมา หลังจากได้เรียนรู้บทเรียนนี้
หลายครั้งที่บางที คนเราชอบเอารูปลักษณ์ตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ วิธีทำให้ข้อบกพร่องทั้งหลายกลายเป็นจุดเด่นคือ การเติมแสงสว่างจากด้านใน แค่นึกภาพว่ามีแสงค่อยๆขยายใหญ่ เอาให้สว่างจนลอดอออกมาจากทุกรูขุมขน ผ่านมาทางตา ลมหายใจทางจมูก จนรอยแผลทั้งหลายจะกลายเป็นเอกลักษณ์ขับความงดงามมีเสนห์ออกมาเอง
—
ระหว่างอ่าน ก็สงสัยว่าทำไมเด็กผู้หญิงแปลกหน้าไม่รู้จักกันคนหนึ่งถึงต้องมาสอนอะไรมากมายให้โยสุเกะคนที่ดูเหมือนจะไม่เอาอ่าว ไหลไปตามกระแส หลงทางในโลกใบใหญ่นี้ด้วย แต่ยาสึชิ คิตากาวะ ผู้เขียน ก็ไม่ปล่อยให้เราต้องสงสัยนาน เพียงแค่พลิกอ่านไปเรื่อยๆจนจบ ก็จะพบคำตอบที่รออยู่เอง

ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
#หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งไม่มีวางขาย
