119 – Coaching เทคนิคกระตุ้นทีมจนสำเร็จ

119 – Coaching เทคนิคกระตุ้นทีมจนสำเร็จ

เขียนโดย Homma Masato ผู้อำนวยการสมาคม Learnology ที่ว่ากันว่าเป็นศาสตร์ที่เหนือกว่าศึกษาสาสตร์ไปอีกขั้น

เพราะ “หัวหน้า” ไม่ใช่คนที่แค่คอยดึงคนในทีมไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่ยังเป็นคนที่เชื่อมวงจรสื่อสารของสมาชิกในทีม เหมือนกระแสไฟฟ้าที่ที่ทำให้โทรทัศน์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงาน หากไม่มีตัวนำไฟฟ้านี้ พวกมันก็จะเป็นของที่เอาไว้ตั้งเฉยๆแต่ใช้งานจริงไม่ได้

หน้าที่ของหัวหน้า คือการมีเป้าหมายร่วมกับสมาชิกในทีม สังเกตสมาชิกในทีมและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน ดึงศักยภาพของแต่ละคนออกมาเพื่อพัฒนาต่อ สร้างผลงาน

รวมๆแล้วคือ ต้องหาทางทำให้ทีมทำงานได้

หัวหน้าในอุดมคติของลูกน้องทั่วโลกคือ  แจ่มใสและคิดแง่บวกเสมอ แม้เจอเรื่องลำบากก็ไม่หนี ใช้สมองซีกซ้ายและขวาอย่างสมดุลกัน ไม่เอาแต่พูดอย่างเดียว ลงมือทำด้วย มีความทะเยอทะยาน ไม่หยุดอยู่กับที่

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ “การโค้ช” จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้ “หัวหน้า” ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

หัวหน้าที่ไม่ได้ฝึกการโค้ช จะมองว่าตัวเองเหมือนหัวรถจักร และสมาชิกในทีมเป็นเหมือนตู้สินค้าที่เป็นภาระ แต่หัวหน้าที่โค้ชอย่างเชี่ยวชาญจะเปรียบเสมือนรถไฟความเร็วสูงที่ขับเคลื่อนทั้งขบวนได้อย่างรวดเร็ว

การที่จะกระตุ้นให้สมาชิกในทีมมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (Unity) คือการสื่อสารด้วยมุมมองว่า “มาทำกันเถอะ” (Let’s)

สิ่งที่หัวหน้าต้องยึดถือในการโค้ช คือ เชื่อมั่นในศักยภาพ ยอมรับข้อดีและไว้วางใจให้ทำงาน และต้องระลึกเสมอว่าคนเราแตกต่างกัน เราไม่อาจใช้วิธีการเดียวกันกับคนทุกคนได้ จึงต้องคอยปรับวิธีและเนื้อหาการโค้ชเป็นรายบุคคล

ทักษะการโค้ช 7 ประการที่จะช่วยหัวหน้าทีม

1. สร้าง ‘สภาพแวดล้อม” ที่เอื้อต่อการโค้ช  เริ่มบทสนทนาด้วยท่าทีเปิดรับ ระวังภาษากายปิด หลีกเลี่ยงการนั่งตรงข้ามกัน

2. “ฟัง” เพื่อให้อีกฝ่าย “พูด” ออกมาได้ง่าย ได้ยิน (hear) กับ ฟัง (listen to) นั้นต่างกัน การตอบรับ พยักหน้า พูดทวน จะช่วยทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้รับการยอมรับ

3. พลิกแพลงวิธีถาม เพื่อดึงคำตอบออกมา อย่าคาดคั้น แต่ให้ถามด้วยสายตาของบุคคลที่สาม โดยแยก “งาน” และ “คน” ออกจากกัน เช่น แทนที่จะถามว่า “ทำไมทำพลาด” “ทำไมยอดขายไม่ถึงเป้า” ให้เปลี่ยนคำถามใหม่เป็น “อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาด” พลิกแพลงทั้งคำถาม Yes / No และคำถามปลายเปิด

4. ค้นหาข้อดีแล้ว “ชม” พูดข้อดีของอีกฝ่ายตามความจริงที่เห็น ชมอย่างละเอียด ชัดเจน ถูกจังหวะ และมาจากใจ

5. อย่าโกรธ แต่จง “ดุ” เพราะการดุไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยว และยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ควรเป็น สัดส่วนที่ดีคือ ชม 3 ส่วน ดุ 1 ส่วน ถ้ามั่นใจว่า “ดุ” อย่างถูกต้องก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเกลียด

6. ดึงไฟในการทำงานของอีกฝ่ายออกมาด้วยการ “ให้กำลังใจ” อย่างมีประสิทธิภาพ ดึงความรู้สึกว่า เราทำได้ ออกมาและกระตุ้นให้สมาชิกมีพลังจะช่วยให้ก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบากไปได้ สรรหาคำให้กำลังใจ นอกเหนือจากคำว่า “พยายามเข้านะ” ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับ

7. แสดงความรู้สึก “ขอบคุณ” ในฐานะสมาชิกทีมคนหนึ่ง บอกความรู้สึกนี้แก่คนรอบข้างด้วยเพื่อร่วมยินดี จะช่วยให้บรรยากาศในทีมสดใส ซึ่งการขอบคุณทำได้ทั้งด้านการกระทำหรือคำพูด ด้านผลงาน หรือแม้แต่ด้านความพยายาม

เพื่อให้การโค้ชเป็นไปอย่างราบรื่น การใช้ GROW Model ซึ่งเป็นวิธีโค้ชที่ใช้กันแพร่หลาย จะทำให้หัวหน้าโค้ชได้ดียิ่งขึ้น โดย

G – Goal กำหนดเป้าหมาย ควรใช้ SMART goal มาเป็นตัวกำหนด และทำให้เป้าหมายนามธรรมพัฒนาไปสู่เป้าหมายรูปธรรม โดยการแยกซอยเป้าหมายเป็นย่อยๆ

R – Reality ทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน / Resources ค้นหาแหล่งทรัพยากร เช่น คน สิ่งของ เงิน ข้อมูลเวลา

O – Options สร้างตัวเลือก คิดถึงความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดและเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ตัวเลือกมีมากมายเช่น สิ่งที่ดีที่สุดในอดีต สิ่งที่ยังไม่เคยลอง นำหลายสิ่งมาประกอบกัน คิดมุมกลับ คิดนอกกรอบ ทำตามวิธีพื้นฐาน การระดมสมอง เหล่านี้จะนำไปสู่การคิดที่มีแผนการ

W – Will ปณิธานและกำลังใจในการทำให้สำเร็จ ซึ่งทำได้โดยบริหารจัดการเวลาเพื่อลงมือทำ กำหนดจุด Check Point เพื่อเฉลิมฉลองระหว่างทาง

ทั้งสี่ข้อรวมกันเป็นคำว่า Grow แปลว่า ทำให้เจริญเติบโต

ต่อไปนี้เป็นเทคนิคการโค้ชที่คิดว่าเอาไปใช้ได้ทันที

เทคนิคการมอบหมายงาน ควรทำตามศักยภาพของแต่ละคน จะทำให้สมาชิกบรรลุเป้าหมายได้ราบรื่น ทำก้าวแรกให้ชัดเจน (Baby Step) พยายามก้าวไปทีละนิด (Stretch) และท้าทายกับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (Giant Leap)

เทคนิคการถ่ายทอดความคิด เพราะการบอก ไม่ได้แปลว่า อีกฝ่ายจะเข้าใจเสมอไป ดังนั้นต้องสื่อสารอย่างระมัดระวัง ควรออกคำสั่งที่ให้อีกฝ่ายนึกภาพตามได้อย่างเป็นรูปธรรม อธิบายที่มาที่ไป ทยทวนอีกครั้งและให้กำลังใจ

เทคนิคการติดตามงาน ให้ไว้วางใจ แต่ไม่ละเลย โดยคอยสังเกต และตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบสถานการณ์และสภาพจิตใจของสมาชิก ช่วยแก้ปัญหาหากมีเรื่องเกิดขึ้น หรือชมเชยเมื่ออีกฝ่ายทำงานได้ดี

เทคนิคเพิ่มไฟในการทำงาน ไฟในการทำงานทุกคนมี เพียงแต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ต้องหาสาเหตที่ทำให้ไฟเหลือน้อยให้เจอ อาจเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว และให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ หากช่วยไม่ได้ แค่รับฟังและแสดงความเข้าอกเข้าใจ

เทคนิคทำให้ทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องมีเป้าหมายร่วมกัน มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน ทุกคนในทีมได้รับการปฎิบัติอย่างเท่าเทียม ทำให้สมาชิกยินดีกับความสำเร็จหรือเมื่อมีพัฒนาการ

เทคนิคการเรียนรู้จากควาผิดพลาด เปลี่ยนความล้มเหลวเป็น “การลองแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ” สร้างทีมให้เรียนรู้จากความผิดพลาดได้ และวางแผนที่จะทำต่อไปให้ดียิ่งขึ้น

เราสามารถขัดเกลาทักษะการโค้ชได้ ด้วยการจดบันทึกเพื่อติดตามพัฒนาการของสมาชิกและมองเห็นว่าควรจะทำอะไรต่อไป จัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ หรือแม้แต่การเข้ารับการโค้ชจากมืออาชีพ

ประโยคที่กินใจของเล่มนี้ อยู่หน้าท้ายๆก่อนจบ บอกไว้ว่า “ในโลกของการโค้ช ไม่ว่าใครก็เหมือนเพชรดิบที่หากได้รับการเจียระไนก็จะส่องประกายอย่างงดงาม”

ซึ่งนั่นหมายความว่า เราทุกคนยังมีโอกาสเจิดจรัสได้มากกว่านี้อีก หากได้รับการโค้ชอย่างถูกวิธี และเจอโค้ชที่เป็นตัวจริง ถ้าโอกาสนั้นมาถึง ขออย่าได้ปฏิเสธที่จะเปิดใจคุยกับคนๆนั้นเพียงเพราะความเคยชินไม่อยากออกจากกรอบเดิมๆเลยนะ

#FromYourSis

#Coaching #เทคนิคกระตุ้นทีมจนสำเร็จ

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น