118 Surrounded By Idiots

118 Surrounded By Idiots วิธีเอาตัวรอดในวงล้อมคนงี่เง่า

สารภาพว่าตอนแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้ ชื่อหนังสือไม่ดึงดูดให้หยิบเลย เพราะไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตเจอคนงี่เง่าจนรับมือไม่ไหว แต่ก็กลับมาสอยกลับบ้านมาอ่านจนได้เพราะโดนป้ายยามาจากหลายคนว่าดี ควรอ่าน เลยเกิดความอยากรู้และหามาอ่านจนได้

“เพราะเราทุกคนต่างกัน” ความจริงข้อนี้ กี่ปีผ่านไป ตราบใดที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังดำรงอยู่ ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราคุยกับบางคนได้ลื่นไหล แต่กับบางคนเรารู้สึกแปลกแยก ต่อไม่ติด เข้าไม่ถึง คุยกันไม่รู้เรื่อง

เรื่องนี้มันมีที่มาที่ไป และหนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้เรา เล่มนี้เขียนโดย Thomas Erikson (โธมัส เอริคสัน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารจากสวีเดน อบรมด้านนี้ให้กับผู้บริหารชั้นนำทั่วโลกมากมาย ได้ใช้เวลากว่า 25 ปีในการรวบรวมข้อมูลและเขียนออกมาเป็นเนื้อหาที่กำลังได้อ่านจากเล่มนี้

โลกเรามีประชากรกว่า 7 พันล้านคน หลากหลายชาติพันธุ์ หลากหลายลักษณะนิสัย การจะศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของคนแต่ละคนที่เราเจอในชีวิต คงไม่ง่ายนัก แต่โชคดีที่มี่คนแบ่งประเภทของคนออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ไว้ให้เราได้ประเมินคร่าวๆว่า คนๆนี้น่าจะอยู่กลุ่มไหน ก็จะทำให้เราเรียนรู้เรื่องนี้ได้สะดวกขึ้น

ซึ่งพฤติกรรมของมนุษย์ เกิดจากการผสมผสานระหว่างพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมบุคลิก คำพูดคำจา ท่าทีการแสดงออก ภาษากายของคนๆหนึ่งออกมา และแน่นอนว่า ผู้คนที่รายล้อมเราอยู่ ทั้งที่บ้าน ครอบครัว ที่ทำงาน สังคมที่เราสมาคมด้วย ต่างมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกัน

จึงไม่แปลกที่เราอาจรู้สึกขัดใจ หรือหงุดหงิดบ้างเมื่อต้องอยู่กับคนที่ต่างจากเรา อยู่คนละกลุ่มพฤติกรรมกับเรา

แต่เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต่อให้เราเก็บตัวมากแค่ไหน (และถ้าเราไม่ได้หลงยุค ปลีกวิเวกไปอยู่ตามป่าตามเขาคนเดียว) เราก็คงต้องมีคนที่คบค้าสมาคมด้วยเพื่อดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างไม่ผิดปกติวิสัยของมนุษย์ทั่วไป

ถ้าเราต้องใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนที่เราทำงานด้วยไม่ได้เพียงเพราะเราเป็นคนต่างกลุ่มกัน คงทำให้เรามีข้อจำกัดมากมายในชีวิต แต่ความเป็นจริงคือ เราต้องพบปะผู้คนมากมายไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม การเข้าใจคน จึงย่อมเป็นประโยชน์

โธมัสแบ่งคนตามพฤติกรรมออกเป็น 4 กลุ่ม โดยใช้ 4 สี ในการแยกคนแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน ตามกราฟ 4 ช่อง ที่มีแนวตั้งเป็นเรื่องของการเน้นงาน อีกด้าน เน้นคน หรือความสัมพันธ์ ส่วนแนวนอน เป็นเรื่องของการแสดงออกที่ด้านหนึ่งคือ ไม่ชอบชอบแสดง ต้องโดนกระตุ้นถึงจะยอม กับอีกด้านคือ แสดงออกอย่างมั่นใจ เมื่อพล็อตคนทั้ง 4 กลุ่มลงในกราฟนี้ ก็ออกมาเป็นดังนี้

สีแดง คือ Dominance แทนคนที่เน้นงานและชอบแสดงออก คนกลุ่มนี้ชอบเป็นผู้นำ เป็นคนตรงๆ เน้นงานล้วนๆ เพราะมองว่าเวลาคือเงิน มองคนกลุ่มอื่นว่าช้า ไม่เข้าพวก เมื่ออยากได้ผลลัพธ์ จึงลงเอยด้วยการสั่งการ เป็นคนบงการ

สีเหลือง คือ Inducement / Inspiring แทนคนที่ความสัมพันธ์และชอบแสดงออก เป็นคนคิดบวก เพ้อฝัน พูดเก่ง โน้มน้าวเก่ง รู้จักคนเยอะ เข้ากับคนได้ง่าย อาจสนใจแต่ตัวเอง

สีเขียว คือ Submission / Stable แทนคนที่เน้นสัมพันธ์และไม่ชอบแสดงออก แทนคนที่มั่นคง ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบความขัดแย้ง โอนอ่อนผ่อนตาม เป้นผู้ฟังและผู้ทำตามที่ดี

สีน้ำเงิน คือ Compliance / Analytical แทนคนที่เน้นงานและไม่ชอบแสดงออก เป็นคนที่ช่างคิด วิเคราะห์ มีแบบแผน ระบบระเบียบถามเยอะ สนใจรายละเอียด คุณภาพงานมากกว่าเรื่องอื่นๆ

เมื่อเข้าใจว่าโลกนี้มีคนหลายแบบ และคนทุกสี มีทั้งด้านดีและด้านที่คนสีอื่นไม่ชอบ เราก็จะไม่ตัดสินพวกเขาง่ายๆแค่เพราะว่าพวกเขาต่างจากเรา เราก็จะสามารถอดทนกับคนที่ต่างกันสุดขั้วได้ และอาจหาทางที่จะทำงานหรืออยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

บางทีเราอาจหวังให้ตัวเองกล้าตัดสินใจเหมือนคนสีแดง ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้ง่ายเหมือนคนสีเหลือง ไม่เครียด ปล่อยวางได้แบบคนสีเขียว หรืออยากจะจัดตารางตัวเองให้เป็นระเบียบแบบคนสีน้ำเงิน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็อาจจะไม่ชอบความเจ้ากี้เจ้าการ ออกคำสั่งของคนสีแดง เบื่อที่ต้องฟังคนสีเหลืองที่พูดมากเกินไป เหนื่อยกับความสบายๆจนเฉื่อยของคนสีเขียว และหงุดหงิดกับการสงสัยในทุกสิ่งของคนสีน้ำเงิน ซึ่งนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอเมื่อเราอยู่ท่ามกลางผู้คน เพราะเราจะกลายเป็นคนส่วนน้อยไปในทันที่ ที่ต้องเจอกับคนอีกสามสี ทำให้เรารู้สึกว่าคนเหล่านี้ (ที่ไม่ใช่สีเดียวกับเรา) นั้นทำไมงี่เง่ากันจัง

ซึ่งในเล่มมีพูดถึงการปรับตัวให้เข้ากับคนแต่ละสีที่ต้องเจอ มีการยกตัวอย่างสถานการณ์จริง คนที่เป็นสีนั้นจริงๆมาเสริม ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น

แม้ว่าผู้เขียนจะบอกว่า กลุ่มใดๆก็ตามควรประกอบไปด้วยคนทุกสี เพื่อให้เกิดความลงตัวที่สุด เช่น คนสีเหลืองออกไอเดียใหม่ๆ คนสีแดงตัดสินใจ คนสีเขียวลงมือทำ คนสีน้ำเงินคอยประเมิน และจัดการให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

แต่ก็ยังมีสูตรผสมของสีที่ลงตัว ที่เข้าขากันได้ดี ทำงานกันราบรื่น คือ สีแดง คู่กับ น้ำเงิน และ สีเขียว คู่กับ เหลือง ในขณะที่สูตรที่ท้าทาย  (ไม่ได้หมายความว่าทำงานด้วยกันไม่ได้เลย เพียงแค่ทั้งสองฝ่ายอาจต้องเข้าใจวิธีการทำงานของอีกฝ่ายและรู้จักมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นกว่าเดิมอีกหน่อย) คือ สีแดงคู่กับเขียว และ สีน้ำเงิน คู่กับเหลือง เนื่องจากการผสมแบบนี้เหมือนคนต่างกันสุดขั้วมาเจอกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ง่ายนักที่เราจะตีความได้ว่าทุกคนเป็นสีอะไร เพราะบางคนไม่ได้มีแค่สีเดียว ตามสถิติ มีเพียง 5% ของประชากรโลกที่เป็นคนมีพฤติกรรมเพียงสีเดียวแบบไม่มีสีอื่นๆปนเลย ส่วนคน 80% จะมีสองสี และอีก 15% จะมีสามสี ซึ่งการจะรู้ได้ว่าเราสีอะไร ก็คงต้องไปทำแบบประเมินให้เป็นกิจลักษณะ

ถ้าเรามองไม่ออกว่าคนๆหนึ่งมีสีอะไร คือ สิ่งที่เราพอทำได้คือ ควรทำตัวเป็นผู้ฟัง สังเกตภาษากาย การพูดของเขา แล้วเราจะจับสังเกตได้เองว่าใครมีพฤติกรรมสีอะไรเอง

เล่มนี้พบว่าสนุกพอควร ระหว่างอ่าน ก็จะมีหน้าของคนรู้จักโผล่มาเป็นระยะๆ และอดหัวเราะไม่ได้กับสำนวนการเขียนแบบจิกกัดอันแสบทรวงของผู้เขียน พูดตรงเสียจนบางทีก็รู้สึกกระแทกใจเข้าอย่างจัง

แต่ก็ดีที่ได้อ่านเพราะหลังจากนี้เวลาเจอใคร ก็คงมีเรื่องให้คิดวิเคราะห์กันสนุกสนาน เป็นอีกหัวข้อในการพูดคุยทำความรู้จักกันให้มากขึ้นด้วย

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น