117 Lust for Life ไฟศิลป์

117

Lust for Life ไฟศิลป์

หนังสือ Lust for Life ไฟศิลป์ ซึ่งเป็นนิยายชีวประวัติของ Vincent Van Gogh (วินเซนต์ แวน โกะห์) เขียนโดย Irving Stone (เออร์วิง สโตน) นักเขียนชาวอเมริกัน ที่นำเอาจดหมายของสองพี่น้อง Vincent (วินเซนต์) และ Theo (ธีโอ) กว่า 800 ฉบับมาสร้างสรรค์เป็นเรื่องราวประวัติของ วินเซนต์ แวน โกะห์ จิตรกรเอกของโลก ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่แนวโพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์ (Post-Impressionism) เล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1934

ต้องบอกก่อนว่า เล่มนี้ได้อ่านจบเมื่อปี 2019 ประทับใจมาก น้ำตาไหล และซาบซึ้งไปกับชีวิตอันแสนเศร้าของวินเซนต์ แวน โกะห์ และประจวบเหมาะพอดี หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีโอกาสไปนิทรรศการ ‘Van Gogh. Life and Art’ ที่จัดขึ้นที่ River City Bangkok เมื่อปลายปี 2020

พอกลับมาบ้านยังอินต่อ คุยกันเรื่องนี้ไม่จบ จนพี่พีทเปิดหนัง Animation เรื่อง Loving Vincent (2017) ที่เอาภาพงานเขียนของวินเซนต์ แวน โกะห์กว่าร้อยภาพ มาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวที่วาดด้วยมือโดยจิตรกรชาวโปแลนด์ผลงานออกมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวจริงๆ คารวะทั้งคนวาดใหม่และผลงานของวินเซนต์ แวน โกะห์ ดูจบคือ ยิ่งประทับใจ ขนลุก และชื่นชมในความเป็นศิลปินตัวจริงแต่มามีชื่อเสียงหลังจากที่ไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว

ตอนนั้นยังไม่ได้เริ่มเขียนรีวิวหนังสือลง fromyoursis เลยไม่ได้เอามาเขียนถึง ช่วงนี้ นั่งทำงานไป ฟังเพลงคลอไปด้วยและวนไปเจอ Starry Starry Night พอดี ประกอบกับว่ายังอ่านหนังสือเล่มล่าสุดไม่จบ ไม่มีไอเดียจะเขียนอะไร เลยนึกถึง วินเซนต์ แวน โกะห์ ขึ้นมา

วินเซนต์ แวน โกะห์ มีชีวิตที่หม่นหมองตั้งแต่เกิดจนวันสุดท้ายก่อนลาโลกไป เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่เมือง Zundert ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ดัชต์)  มีพ่อเป็นนักบวช วัยเด็กเมื่ออายุ 16 ปี แวน โกะห์ไปทำงานเป็น Art Dealer คือคนขายภาพศิลปะ เขาย้ายไปทำงานตามเมืองใหญ่ในยุโรป เช่น ลอนดอน ปารีส แต่ไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะเขาไม่ชอบงาน ที่เหมือนหลอกขายงานศิลปะชั้นเลวในราคาแพงๆให้คนที่ไม่รู้ศิลปะ หลายครั้งที่เขาบอกลูกค้าว่าอย่าซื้อ เมื่อทำงานนี้ไม่ได้เพราะใจไม่สมยอม สุดท้ายก็ถูกไล่ออก

เขาจึงกลับมาบ้านพ่อแม่ และตัดสินใจจะเดินทางสายเดียวกับพ่อ คือเป็นนักบวช แต่สอบไม่ผ่าน จึงคิดจะศึกษาด้านศาสนาและไปเป็นนักเทศน์ที่เมืองถ่านหินที่มีแต่ชนชั้นแรงงานเพื่อช่วยให้คนเหล่านี้พ้นทุกข์แทน ช่วงเวลานี้เองที่เขาได้เริ่มเขียนภาพ คน วิวทิวทัศน์ของสถานที่ต่างๆ รวมถึงวาดภาพตัวเอง เพราะไม่มีเงินจ้างคนมาเป็นแบบ โดยศึกษาเทคนิคการวาดภาพด้วยตัวเอง

ต่อมา วินเซนต์ แวน โกะห์ ได้ไปเรียนศิลปะเป็นกิจจะลักษณะกับจิตกรมืออาชีพในเมือง Hague (เฮก) ที่เนเธอร์แลนด์ และ Antwerp (แอนท์เวิร์ป) ที่เบลเยี่ยม และได้สร้าง connection ในหมู่ศิลปิน ก่อนจะย้ายกลับมาปารีสมาอยู่กับ ธีโอ น้องชายที่เป็น Art Dealer ในแกลอรี่ศิลปะ โดยวินเซนต์วาดภาพส่งให้ธีโอเอาไปวางขาย แต่ก็ไม่มีคนสนใจซื้อ ธีโอรู้ถึงความยากลำบากของพี่ชายจึงได้ส่งเงินให้วินเซนต์ใช้ประทังชีวิตและซื้อสี ซื้ออุปกรณ์วาดภาพทุกเดือน

แต่เมื่อธีโอมีครอบครัว มีลูก วินเซนต์จึงย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่ตามลำพังที่เมืองอาร์ลส์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ช่วงเวลานี้เขาได้สร้างสรรค์งานเยอะมาก เพราะได้อยู่กับธรรมชาติ มีผลงานที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมากมายเกิดขึ้นในช่วงชีวิตตอนนี้ เช่น The Yellow House, The Bed Room, Sunflower, The Starry Night, The Starry Night over the Rhône, Landscape with Couple Walking and Crescent moon, Enclosed Wheat Field with Rising Sun โดยมากแล้วจะเป็นภาพวิว ทิวทัศน์ สถานที่รอบตัว มีรูปผู้คนที่สนิทสนมกัน เช่น นายไปรษณีย์  Joseph Roulin (โจเซฟ รูแลง) หมอ Paul Gachet (พอล กาเชท์)

แต่น่าเสียดายที่ผลงานของ วินเซนต์ แวน โกะห์ ไม่เป็นที่ยอมรับในยุคสมัยนั้น จึงขายไม่ออก เหมือนกับว่าภาพของเขามาก่อนกาล ระยะหลังงานของเขาแหวกแนว แตกต่างจากศิลปะในสมัยนั้น ที่นิยมสีหม่นๆ แต่งานของวินเซนต์ แวน โกะห์ ใช้สีสดใส เจิดจ้าตามแสงอาทิตย์ที่เขามักจะหอบหิ้วอุปกรณ์วาดภาพในตอนเช้า ยิ่งแสงจัดมาก สีที่เขาละเลงออกมายิ่งสวยสด เขาใช้สีมากเป็นพิเศษโปะลงไปบนผ้าใบ กวัดแกว่งแปรงอย่างหนักหน่วง รุนแรงจนเกิดรอย มีทั้งรอยด้ามพู่กัน รอยเกรียงปาดสี ซึ่งทำให้เกิดรอยนูนบนเฟรมผ้าใบที่วาดจนดูเหมือนกับว่าภาพนั้นเป็นสามมิติ

ซึ่งเทคนิคการวาดภาพแบบนี้ ต่อมาภายหลัง เรียกกันว่า Impasto (อิมพาสโต)

ตอนอยู่ที่บ้านสีเหลือง วินเซนต์ แวน โกะห์ ได้ต้อนรับศิลปินคนหนึ่งชื่อ Paul Gauguin ที่นับถือกันและกัน ให้มาใช้ชีวิต ทำงานที่บ้านหลังนี้ด้วยกัน เพื่อหวังว่าจะสร้างชุมชนศิลปะ แต่มันไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้ พวกเขาพบว่าสไตล์การทำงานและอุปนิสัยต่างกันสุดขั้ว ต่อมาเขาได้รับข่าวร้ายเรื่องพ่อเสียชีวิต และตัวเองก็ไม่มีรายได้ ต้องพึ่งพิงน้องชายตลอดมา หลายเรื่องรุมเร้าทำให้การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ไม่ราบรื่นอีกต่อไป เกิดการทะเลาะกันรุนแรงมาก จนวินเซนต์ แวน โกะห์ ตัดหูตัวเอง 1 ข้าง และเริ่มมีอาการวิกลจริต เห็นภาพหลอน จึงต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวช

เมื่อออกจากโรงพยาบาลจิตเวช เขาก็ย้ายมาอยู่ในเมืองเล็กๆใกล้ปารีส เพื่อที่จะอยู่ใกล้ธีโอ ที่นี่มีคุณหมอพอล กาเชท์ที่เป็นทั้งหมอ และคนที่สนใจศิลปะ พูดคุยกันถูกคอคอยดูแลวินเซนท์อยู่ ระหว่างอยู่ที่นี่ เขาก็ยังคงวาดภาพต่อไป ผลิตผลงานอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการวาดเพราะความเคยชิน วาดเพราะไม่มีอย่างอื่นให้ทำ เขาไม่ตื่นเต้น ไม่รู้สึกอะไร ไม่มีไฟลุกโชนเหมือนตลอด 10 ปีที่ผ่านมาอีกแล้ว ธรรมชาติไม่อาจกระตุ้นเขาให้มีความคิดสร้างสรรค์ได้อีก ราวกับว่าเขายอมรับความทรมานของชีวิตในทุกๆด้านโดยการแลกกับความรักในศิลปะ

เมื่อไฟศิลปะมอดลง สุดท้ายเขาได้ลาโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 37 ปี

ความน่าอัศจรรย์ของ วินเซนต์ แวน โกะห์ คือการที่เขาแบกรับความทุกข์ ทรมาน ผิดหวัง เศร้าโศก โดดเดี่ยว แปลกแยก โดนตราหน้าว่าเป็นคนบ้า ความอึดอัดต่างๆนี้เขาแบกรับคนเดียวเอาไว้ทั้งชีวิต แต่กลับสามารถถ่ายทอดความสุขที่กลั่นจากความทุกข์ระทมในอก ออกมาเป็นภาพวาดที่แสนจะสดใส เปล่งประกาย มอบความหวังให้คนดู จนเป็นตำนาน สมแล้วที่เขาเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลกได้ขนาดนี้

น่าเสียดายก็เพียงแต่ ในยามที่มีชีวิตอยู่ กลับไม่มีใครเห็นค่างานของเขาเลย ตลอดชีวิตการเป็นจิตรกร เขาขายภาพได้เพียง 1 ภาพเท่านั้น แต่หลังจากที่เขาไม่อยู่แล้ว งานของเขากลับเป็นที่ต้องการ บางภาพของวินเซนต์ แวน โกะห์ ขายได้ราคาสูงที่สุดในโลกแบบที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน

น่าเศร้า แต่ก็ งดงามจริงๆ

#FromYourSis

#LustforLife #ไฟศิลป์

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น