116
Unlocking Potential – เก่งได้กว่านี้

เล่มนี้แปลมาจากหนังสือ Unlocking Potential-7 coaching skills that transform individuals, teams, & organization เขียนโดย Michael K. Simpson ซึ่งเป็นโค้ชให้กับผู้บริหารเก่งๆขององค์กรชั้นนำทั่วโลกกว่า 40 ประเทศ ยาวนานกว่า 25 ปี

เนื่องจากงานในปีนี้โฟกัสที่การพัฒนาคนเก่งๆให้เป็นผู้นำต่อไปในอนาคต ช่วงนี้จึงต้องอ่านหนังสือแนวนี้เยอะหน่อย
ความเก่งนำพาความสำเร็จมาให้เรา เช่น ได้ผลประเมินงานดี ได้ปรับเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้ความรับผิดชอบเพิ่ม ได้เติบโตขึ้น แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นและคงประเมินค่าไม่ได้คือการทำให้คนคนหนึ่งรู้ว่าเขาเก่งได้กว่านี้
เพราะความสำเร็จของผู้นำขึ้นอยู่กับการทำงานของคนในทีม คนที่เป็นผู้นำ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเป็นโค้ชให้กับลูกน้องตัวเอง แต่ไม่ได้หมายถึงว่าคนที่อยู่ในระดับผู้นำเท่านั้นที่จะเป็นโค้ชได้ สามี-ภรรยา พ่อ-แม่ ครู-ศิษย์ หัวหน้า-ลูกน้อง แม้แต่เพื่อน ก็เป็นโค้ช เป็นกระจกสะท้อนให้กัน ให้คนๆนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ยกระดับคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้
การโค้ชไม่ใช่การสั่งให้คนอื่นทำอะไร ไม่ใช่การแก้ไขตัวคนๆนั้น ไม่ใช่สภาวะพึ่งพิงที่ให้คนปล่อยตัวไปเรื่อยเปื่อยกับคำถามปลายเปิด แต่มันเป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น ช่วยให้เกิดปัญญาและค้นพบ การดึงศึกยภาพของคนออกมา การสร้างสัญญาใจ และการลงมือทำ
หัวใจของการโค้ช คือการรักษาความลับ การใส่ใจ การฟัง จดจ่อกับคนตรงหน้า พูดน้อย ฟังให้มาก มองเห็นศักยภาพว่าแต่ละคนทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้มองแต่ขีดจำกัด
โค้ชที่ดีต้องสะท้อนมุมมอง สนับสนุน ส่งเสริม เป็นคู่คิดให้คนนั้นๆวางแผนและลงมือทำจริง สร้างสมดุลระหว่างการตั้งคำถามและชักจูงให้ลงมือทำ เติมไฟ ผลักดันจนเกิดผลลัพธ์
โค้ชที่ดีเยี่ยมยิ่งไปกว่านั้น จะรวบรวมข้อมูลด้วยการใช้ใจรับฟังความรู้สึกคนๆนั้น ใช้หูรับฟังข้อมูลแวดล้อม ใช้ตามองหาสัญญาณภายนอกไม่ได้เปล่งมากับคำพูด และจะจับได้แม้แต่สัญญาณที่เล็กที่สุด และต้องมองจากมุมมองของคนข้างสนาม ไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม
ปัญหาหนักๆอาจไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการหาคำตอบให้ได้ทั้งหมด แต่อยู่ที่การตั้งคำถามที่ถูกต่างหาก โค้ชที่คอยป้อนคำถามชวนคิดและทรงพลังเสมอจะช่วยให้คนๆนั้นพัฒนาจิตสำนึกของความมุ่งมั่นและสัญญาใจระยะยาวขึ้นมาเอง
เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ดีควรมาจากภายในสู่ภายนอก ไม่ใช่ภายนอกสู่ภายใน มันไม่ใช่การตัดเล็มก้านใบแห่งนิสัยและพฤติกรรมด้วยการบอกหรือแนะนำด้วยการแก้ไขหรือสั่งสอน แต่มันถูกส่งตรงมาจากราก เนื้อแท้ของความคิด พื้นฐานจิตใจ จากกรอบความคิดหลัก ซึ่งกำหนดความเป็นตัวเราและเลนส์ที่ใช้มองโลก
โค้ชจะเป็นคนที่ลงมือค้นหาจุดหมายปลายทางของคนๆนั้น โดยไม่เอากรอบความคิด วิสัยทัศน์ คุณค่าหรือความต้องการของตัวเองไปปะปน โค้ชจึงไม่ใช่คนกำหนดเส้นทางแต่จะช่วยให้คนๆนั้บังคับพวงมาลัยเพื่อพาตัวเองไปถึงจุดหมาย
ตรงนี้จึงเป็นคำตอบว่า โค้ชไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องงานของคนๆนั้นดีที่สุดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูงกว่าหรือเป็นผู้อาวุโสกว่าคนที่ได้รับการโค้ช
โค้ชเป็นใครก็ได้ที่มีความรู้สึกภายในว่าอยากช่วยเหลือคนอื่น
ในเล่มนี้พูดถึง ทักษะการโค้ช 7 ข้อ ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงคนไปสู่อีกขั้นที่ดีกว่าเดิม
- สร้างความเชื่อมั่น – การใกล้ชิดกับคนจนถึงขั้นคนๆนั้นยอมเปิดเผยตัวเอง ต้องใช้ความเชื่อใจอย่างสูง โค้ชจึงต้องเก็บรักษาความลับให้ได้
- ท้าทายกรอบความคิดเดิม – ช่วยให้คนเปลี่ยนกรอบความคิดที่ฉุดรั้งเขาไม่ให้เข้าถึงศักยภาพที่แท้จริง เติมพลัง จุดไฟให้เห็นแสงสว่าง
- ทำกลยุทธ์ให้ชัดเจน – กำหนดเป้าหมายที่สำคัญ ยิ่งน้อย ยิ่งได้มาก ใช้สูตร จาก X ถึง Y ภายในเวลา .. เดือน/ปี แต่ไม่ว่าจะมีกลยุทธ์ใหญ่โตทั้งหลาย สุดท้ายอยู่ที่การลงมือทำ
- ลงมือทำอย่างไร้ที่ติ – ถ้าไม่มีการลงมือ ไม่มีพันธะสัญญารับผิดชอบ การโค้ชจะเป็นเพียงการพูดคุยเรื่อยเปื่อยที่ไม่มีอะไรเลย โค้ชต้องช่วยให้คนๆนั้นเข้าถึงสภาวะไหลลื่น (Flow) เขาจะได้ทำสิ่งๆนั้นได้อย่างมีความสุข
- ให้ข้อคิดเห็นที่มีประสิทธิภาพ โค้ชต้องแสดงความคิดเห็น ที่ช่วยให้คนๆนั้นตระหนักรู้ จดจ่ออยู่กับการกระทำและ ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ
- ดึงพรสวรรค์ของคนออกมา -เพราะคนส่วนมากประเมินความสามารถตัวเองต่ำเกินไป โค้ชจึงต้องรู้วิธีที่จะดึงความสามารถที่เจ้าตัวเก็บงำออกมา โดยใช้การสนทนาเรื่องงาน เพื่อการพัฒนา เพื่อเคลียร์เส้นทาง
- ผลักดันกลุ่มตรงกลาง -เพราคนมักจะให้ความสำคัญกับคนเก่งอยู่แล้วให้เก่งขึ้นไปอีก แต่โอกาสดีที่สุดในการจะยกระดับองค์กรได้คือการผลักดันกลุ่มตรงกลางให้อยู่ในจุดที่สูงขึ้น
จอห์น การ์ดเนอร์ อาจารย์มหาลัยและนักเขียนชื่อดังบอกไว้ว่า ที่องค์กรส่วนใหญ่ล้มเหลว เพราะคนส่วนใหญ่มักปิดหูปิดตา ทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาของตัวเอง ที่ไม่เดือดร้อนกันไม่ใช่เพราะมองไม่มีปัญหา แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาเลยมากกว่า
นี่คือระดับองค์กร ซึ่งก็อาจเกิดขึ้นได้กับระดับบุคคลเช่นเดียวกัน ถ้าเรามัวแต่ทำเป็นไม่ลืมหูลืมตามาสนใจปัญหาของเราที่มี มัวแต่เอาปัญหาซุกไว้ใต้พรม เพื่อให้พ้นสายตา จะได้ไม่เครียด ไม่ต้องไปวุ่นวาย แต่นานไปมันก็อาจะเป็นเหมือนเนื้อร้ายที่กำลังเติบโตในใจเราก็ได้ รีบจัดการเคลียร์ให้จบจะดีกว่า
คงจะดีมากถ้าได้เจอคนที่เป็นโค้ชจริงๆ (ไม่ใช่โค้ช wanne be หรือตัวปลอมที่ไม่มีจิตวิญญาณการช่วยเหลือผู้อื่น) มาเป็นกระจกสะท้อนให้เรา ถ้าได้เจอโค้ชคนนั้น ก็อยากให้เปิดใจคุย อย่ากลัวที่จะคุยกับคนที่อยากช่วยเราจริงๆ ไม่แน่ว่าเราอาจได้แนวคิดอะไรดีๆถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาลเลยก็เป็นได้
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
#Unlockingpotential #เก่งได้กว่านี้
