115 – Everyday a Good Day
เรื่องมีอยู่ว่า ตั้งแต่เปิดปีใหม่มา มีความเครียดกับเรื่องงาน เพราะต้องรับผิดชอบงานใหม่เพิ่ม โดยที่งานเก่าก็ยังคงอยู่ ด้วยความที่ต้องทำคนเดียวตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ น้องก็ยังไม่พร้อมที่จะช่วยงานใหม่ได้ ทำให้มีความกังวล ความเครียดโผล่มากวนใจตลอด จนเบียดบังกิจวัตรที่ตั้งใจว่าเข้านอนเร็ว ตื่นเช้า และออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ทำอาหารง่ายๆ ฯลฯ
พอเปิด BUJO (Bullet Journal) หน้า Habits Tracking ของเดือนมกราคมดูแล้วรู้เลยว่า ไม่ได้การแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สภาพจิตใจและร่างกายอาจย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนอาจ Burn Out เลยก็ได้ เลยต้องการหาอะไรบางอย่างมาเยียวยาหัวใจ

—
จู่ๆ ก็นึกถึงการจิบชาขึ้นมา
อาจเพราะเราคุ้นเคยกับการที่เห็นป๊า ม้า และญาติๆผู้ใหญ่ ชงชา จิบชา กันเป็นกิจวัตร และแทบทุกครั้งที่เห็นภาพทุกคนอยู่กับชา มันมีแต่รอยยิ้ม ความสงบ ความสุข การสนทนาอันรื่นรมย์ คุยกันเพลินจนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแบบไม่รู้ตัว ที่สำคัญ เจ้แทบไม่เคยเห็นใครหน้าเคร่งเครียด ร้องไห้ หม่นเศร้า หรือไม่มีสติเมื่อมีชาร้อนๆอยู่ตรงหน้าเลย
นี่แหละมั้งเป็นเหตุผลที่ทำให้ จู่ๆ ก็สนใจอยากรู้เรื่องชามากขึ้น ทั้งๆที่อยู่กับครอบครัวที่มีวัฒนธรรมจิบชามานาน แต่ก็ไม่เคยคิดสนใจ เครื่องดื่มที่อยู่ในสายตา จึงมีแต่น้ำเปล่า และน้ำหวาน เช่นชานมไข่มุก โกโก้ปั่น หรือ ชาเขียว เท่านั้น
คิดว่า เวลาที่เหมาะสมคงได้พาให้เจ้ได้มาอยากจิบชาจริงๆจังบ้างแล้วล่ะมั้ง จึงได้เสิชหาข้อมูลร้านขายชา อุปกรณ์ชงชา พอรู้ว่ามีร้านนึงอยู่ใกล้บ้าน จัดแจงนัดหมายและเข้าไปเยี่ยมชม ขอความรู้ ดูวิธีชงชา ซื้อของกลับมาเริ่มลองเองที่บ้าน

ทั้งๆที่รู้ว่า ร้านนั้นขายแพงกว่าถ้าเปรียบเทียบกับสั่งออนไลน์จากจีน แต่ความสุขที่ได้ครอบครองอุปกรณ์ชงชาวันนั้นมันล้นเกินความเสียดาย เมื่อความสุขเกิดขึ้นแล้ว มันก็คือความสุข ไม่ต้องเสียเวลาไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นที่ถูกกว่าหรอก เพราะไม่มีอะไรการันตีได้ว่า ถ้าเราสั่งของออนไลน์จากจีนในราคาถูกมากๆ แล้วเราจะมีความสุขเหมือนประสบการณ์ที่ได้รับตอนที่ได้ไปเดินเลือกปั้นชาหรือชิมชาที่ร้านนั้น ดังนั้น อะไรที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอแหละ ปล่อยวางความเสียดายไปเถิด
—
เป็นจังหวะที่ดีมากอีกเช่นกัน ที่พอเริ่มชงชา พี่พีทก็แนะนำให้ดูหนังเรื่อง Everyday a Good Day ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเรื่องการชงชาแต่เป็นของญี่ปุ่น แม้ว่าพิธีการชงชาของสองประเทศจะแตกต่างกัน แต่เชื่อว่ามันก็มีรากฐานคล้ายๆกัน คือ การมีสติ จดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และตั้งใจทำให้ดีที่สุด

จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือ Everyday a Good Day: 15 Happiness Taught by Tea เขียนโดยโนริโกะ โมริชิตะ (Noriko Morishita) ตัวเอกในหนัง ที่เป็นการพาเราไปติดตามชีวิตของโนริโกะ ตั้งแต่อายุ 20 ปี เพิ่งเรียนจบ แต่ยังไม่มีจุดหมายว่าจะทำงานอะไร พ่อแม่จึงแนะนำให้มาเรียนชงชากับอาจารย์ทาเคดะ (Takeda Sensei)
โนริโกะพอได้คุยกับโมจิโกะ ญาติลูกพี่ลูกน้องวัยเดียวกัน ก็มีความสนใจอยากเรียนด้วย จึงตัดสินใจมาเข้าห้องเรียนชงชากับอาจารย์ทาเคดะซึ่งอยู่ใกล้บ้านพอดี
ทั้งสองคนได้เรียนรู้ที่จะดื่มด่ำกับขั้นตอนต่างๆของพิธีชงชา เริ่มตั้งแต่การนั่งเปิดประตูเพื่อเข้าห้องชงชา จำนวนก้าวเดินบนเสื่อทาทามิ การนั่ง การคำนับพื้นที่ชงชา การหยิบจับอุปกรณ์ การพับผ้าฟุคุสะ (Fukusa ผ้าที่นิยมใช้ห่อของขวัญ และผ้าบางชนิดเอาไว้ใช้ในพิธีชงชา) ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับมีหลายขั้นตอนจนต้องอึ้งในความละเมียดละไมของคนญี่ปุ่น

การเลือกถ้วย การพิจารณาป้ายแขวนผนังที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล หรืออารมณ์ของผู้ชงชา การเลือกขนม จังหวะการบดผงชา วิธีการรินน้ำ ฟังเสียงน้ำร้อนกับน้ำเย็น เพราะน้ำทั้งสองแบบ ให้เสียงตอนรินน้ำที่แตกต่างกัน เสียงน้ำร้อนจะให้ความรู้สึกหนักแน่น มั่นคง ในขณะที่เสียงน้ำเย็นจะกังวาล ใส การฟังเสียงฝนตกในแต่ละฤดูก็ต่างกัน เสียงลมพัดใบไม้ ไอแดดอ่อนๆริมหน้าต่าง หรือการรับรู้ถึงความหนาวจากหิมะที่บาดผิว
—
เริ่มแรกนักเรียนทั้งสอง ขบขันกับพิธีการต่างๆที่หาเหตุผลไม่ได้ของการชงชาว่าทำไมต้องทำแบบนั้น และรู้สึกว่าการชงชาจุกจิกจนเกือบทนไม่ไหวจะถอดใจเลิกเรียนไปหลายรอบ
อาจารย์ทาเคดะ ผู้คอยสังเกตอยู่เงียบๆ จึงบอกว่า ไม่มีเหตุผลหรอก เขาทำกันมาแบบนี้ การชงชาไม่ต้องหาเหตุผล ค่อยๆใช้มือทำไปเรื่อยๆ ใจเราจะไปอยู่ตรงนั้นเอง เมื่อโนริโกะทำตามที่อจารย์บอก ฝึกไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ทำได้ถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง และรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
แต่ไม่นานก็กลับมารู้สึกเหมือนนับหนึ่งใหม่อีก เพราะว่าเมื่อฤดูกาลเปลี่ยน ทิศของการนั่งและการจัดเรียงอุปกรณ์ชงชาก็เปลี่ยนตาม ทำให้เหมือนต้องเรียนรู้กันใหม่ แต่นี่เป็นสัจธรรมของชีวิตที่มักจะให้เราได้มีเรื่องให้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ

เวลาผ่านไปนับสิบปี โนริโกะผ่านเหตุการณ์มากมายในชีวิต และมีการชงชาเป็นเหมือนครู เป็นเพื่อนที่คอยปลอบประโลม ว่าแม้วันที่เศร้าเสียใจที่สุด วันนั้นก็ถือว่าเป็นวันที่ดี เพราะเรายังมีชีวิตอยู่ ดังเช่นป้ายที่ติดไว้ที่ห้องเรียนชงชาที่เห็นในวันแรก (Everyday a Good Day) แต่อารมณ์ที่หม่นเศร้าก็สะท้อนการชงชาให้ออกมาดูแข็งทื่อไปหมด ไม่อ่อนช้อยพลิ้วไหวดังสายน้ำดังเช่นตอนที่ใจเราเป็นอิสระ

โนริโกะได้เรียนรู้ว่าการชงชาคือส่วนหนึ่งของวีถีชีวิตของเธอ มันเป็นการย้ำเตือนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา ณ ขณะนั้น การได้ใช้เวลาอยู่กับการเปลี่ยนผ่านในแต่ละฤดูคือของขวัญสำหรับเราทุกคน เพราะเราจะได้ยินเสียงธรรมชาติที่แตกต่างกัน และการชงชาทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งถึงโอกาสในการต้อนรับแขก ที่อาจจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต หรือแม้แต่การชงชาให้คนในครอบครัวที่เจอกันบ่อยๆก็ตาม ก็ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าครั้งไหนจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้จิบชาร่วมกัน ดังนั้นถ้ามีโอกาสได้ชงชาให้ใครแล้ว ต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด (Cherish each meeting as once-in-a-lifetime opportunity)
การที่ได้ทำอะไรเหมือนเดิมทุกครั้งในแต่ละช่วงของปี อาจารย์ทาเคดะบอกว่าไม่ถือเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่เป็นเรื่องน่ายินดีที่เรามีแรงใจแรงกายในการพาตัวเองข้ามผ่านแต่ละฤดูกาลมาได้ต่างหาก
เมื่อการชงชา หลอมรวมกับธรรมชาติ และความสงบที่อยู่ตรงหน้า ก็ทำให้หมดคำถามว่าจะทำพิธีรีตองเยอะแยะไปเพื่ออะไร คำตอบนั้นได้อยู่ในถ้วยชาที่ได้รับการชงอย่างดีแล้วนั่นเอง
—
เป็นเรื่องประหลาดมากที่ใจที่ว้าวุ่น กังวลและเครียด ได้สงบลงเมื่ออยู่หน้าโต๊ะชงชา มันอาจจะไม่ได้หายไปเลย แต่พวกมันทำตัวราวกับว่าขอสงบศึก หยุดรบชั่วคราว เพื่อมาจิบชาไปพร้อมๆกันก่อน แล้วค่อยมาลุยกันใหม่
แน่นอนว่าการได้พักสมอง ผ่อนคลายร่างกายไปกับการจิบชา ก็ทำให้เรามีแรงไปต่อได้นั่นเอง ว่างๆมาจิบชาที่บ้านได้นะ

ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
#EverydayaGoodDay
