114 – ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ

114 – ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ

ใครชอบหนังสือบ้าง ยกมือขึ้น

สำหรับคนรักหนังสือ คงรู้สึกคล้ายๆกันว่าเล่มนี้มันมีอะไรเตะตาให้หยิบขึ้นมาดูตั้งแต่หน้าปกที่ออกแบบโดย มิยาซากิ ฮิคาริ เป็นหน้าปกเดียวกับต้นฉบับที่ญี่ปุ่น แถมเล่มนี้ได้รางวัลรองชนะเลิศ Japanese Booksellers Award และถูกซื้อลิขสิทธ์แปลไปแล้วกว่า 15 ประเทศเชียว ต้องมีอะไรดีแน่ๆ

คนเราอ่านหนังสือไปเพื่ออะไรกันนะ ?

การอ่านหนังสือให้อะไรกับเรากันแน่ ?

ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ เขียนโดย นัตสึคาวะ โซสุเกะเล่มนี้จะพาเราไปดูความหมายที่แท้จริงของการอ่านหนังสือ โดยเล่าผ่านเรื่องราวของ นัตสึกิ รินทาโร่ เด็กหนุ่มวัยมัธยมปลายอาศัยอยู่ที่ร้านหนังสือมือสองกับปู่เพียงลำพัง แต่วันหนึ่ง ปู่ที่เลี้ยงดูมาเสียชีวิตลง ทำให้โลกของเขาที่ปกติก็ว้าเหว่อยู่แล้วเพราะเป็นคนเก็บตัว ยิ่งมืดเทาเข้าไปใหญ่ ราวกับว่าหมดอาลัย ไม่ยินดียินร้ายกับทุกสิ่ง

คนรอบตัวก็ไม่มีใครใส่ใจนัก นอกจาก ยูซุกิ ซาโยะ หัวหน้าห้องที่คอยมาตามให้รินทาโร่ไปเรียนหนังสือเท่านั้น

จนแมวลายเสือพูดได้ตัวหนึ่งได้ปรากฎตัวขึ้นในร้านหนังสือ และขอให้รินทาโร่เข้าไปในเขาวงกฏของโลกคู่ขนานเพื่อไปทำภารกิจช่วยปลดปล่อยหนังสือ ระหว่างทาง รินทาโร่ก็ได้เรียนรู้และทบทวนตัวเองถึงมุมมองที่มีต่อการอ่านหนังสือไปในตัว เพราะผู้คนในปัจจุบัน ทั้งคนอ่านและคนผลิตหนังสือ มักจะมีพฤติกรรมคล้ายกับบรรดาศัตรูของหนังสือในแต่ละด่าน ดังนี้

เขาวงกฏที่หนึ่ง – ผู้กักขัง ด่านนี้ได้เจอกับตัวแทนของคนที่สักแต่อ่าน เน้นปริมาณ และไม่กลับมาอ่านซ้ำ เพราะคิดว่ามีหนังสืออีกจำนวนมากมายรออยู่ ไม่อยากเสียเวลาอ่านซ้ำ

เขาวงกฏที่สอง – ผู้ตัดฉับๆ เป็นตัวแทนของคนที่คิดว่ามนุษย์เรามีเวลาจำกัด จะมามัวเสียเวลาอ่านหนังสือยากๆ ที่ซับซ้อนเต็มด้วยหลักปรัชญาทำไม คนกลุ่มนี้จึงชอบแต่อ่านเรื่องย่อ สรุปสั้นๆ เล่มบางๆ เน้นแต่จะเอาใจความเนื้อๆเท่านั้น ขาดการดื่มด่ำเพลิดเพิลนใช้จินตนาการไปกับตัวอักษร สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเราเอาแต่อ่านแบบตัดฉับๆแบบนี้ จะเรียกได้ไหมว่าเราอ่านหนังสือเล่มนั้นแล้ว

เขาวงกฏที่สาม – ผู้ขายดี เป็นการเสียดสี จิกกัดบรรดาสำนักพิมพ์ที่มองหนังสือเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค เน้นแต่กำไร ไม่ได้สนใจว่าเราอยากบอกอะไรกับโลกนี้แต่กลับกลายเป็นว่าโลกอยากให้เราบอกอะไร ผลิตหนังสือที่ขายได้เท่านั้น ประธานบริษัทในด่านนี้บอกว่า คนยุคนี้ยุ่งและกระเสือกกระสนในการใช้ชีวิตมากจนไม่มีเวลาและเงินมาให้กับวรรณกรรมชั้นเอกเล่มหนาๆหรอก แต่ก็ยังอยากจะมีหนังสือมาตกแต่งประสบการณ์อันน้อยนิดของตัวเอง เขาเลยผลิตพวกหนังสือสรุป เรื่องย่อกระจอกๆออกมา สำหรับคนที่อยากได้ความตื่นเต้นก็แค่เน้นหนังสือที่บรรยายฉากความรุนแรงหรือเรื่องเกี่ยวกับรักๆใคร่ๆ หรือใครที่ขาดจินตนาการก็แปะคำโปรยว่า เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริง

เพียงเท่านี้ ยอดขายก็พุ่งขึ้น ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่รินทาโร่ก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิด โน้มน้าวให้ศัตรูเปลี่ยนใจได้ในที่สุด

จนดำเนินมาถึงเขาวงกฏสุดท้าย ที่เป็นบทสรุปของทั้งสามด่าน และตอบคำถามเรื่องความหมายของการอ่านหนังสือ ว่าการอ่านหนังสือทำให้เรารู้จักความห่วงใยต่อผู้อื่น หนังสือได้เล่าความคิดของคนมากมายทั้งสุข ทุกข์ เศราหมอง ยินดี ตื่นเต้น  ทรมาน ฯลฯ เราได้รู้ถึงจิตใจผู้อื่นนอกจากตัวเองด้วยการสัมผัสเรื่องราวและร่วมรู้สึกไปกับพวกเขาที่เรารับรู้ได้จากหนังสือ

ความห่วงใยต่อผู้อื่นคือพลังของหนังสือ ซึ่งพลังนั้นมอบความกล้าหาญและเป็นกำลังใจให้คนจำนวนมาก

สิ่งที่คิดว่าเป็นกำไรของคนอ่านคือ ได้รู้จักชื่อผู้เขียนและชื่อหนังสือคลาสสิกระดับโลกหลายเล่มมากๆ อ่านไปจดชื่อหนังสือไปเพลินเลย


ข้อคิดที่ได้จากเล่มนี้ที่ตราตรึงใจ คือคำสอนของปู่ที่ได้สอนรินทาโร่ไว้ตอนยังมีชีวิตอยู่ว่า ต่อให้อ่านมากแค่ไหน ถ้าไม่รู้จักคิดด้วยสมองของตัวเอง และเริ่มเดินด้วยขาตัวเอง โลกที่เรามองเห็นก็ไม่กว้างขึ้นหรอก ทุกสิ่งจะเป็นเพียงของที่หยิบยืมคนอื่นมาโดยไม่มีแก่นสารเท่านั้น

จงเดินไปตามทางที่เลือกด้วยความกล้าหาญ อย่าเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่ขาดความกระตือรือร้นและเอาแต่บ่นว่าไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

และถ้าจะมีเล่มไหนที่เราพบว่าอ่านยาก  เป็นสัญญาณบอกว่านั่นอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา การได้พบกับหนังสือยากๆมันคือโอกาสที่เราจะได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ของเราออกจาก comfort zone เดิมๆที่เราเคยชิน

เมื่ออ่านเล่มนี้จบ หน้าชาหน่อยๆ สารภาพว่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว พอตั้งใจไว้ว่าจะอ่านหนังสือให้มากขึ้นกว่าเดิม เจ้ก็ตะลุยอ่านแบบศัตรูในเขาวงกฏที่หนึ่ง เน้นอ่านให้ได้มากที่สุด โดยไม่ได้เน้นคุณค่าที่ได้จากการอ่านแต่ละเล่มมากนัก

ซึ่งถือว่าดีที่ได้อ่านเล่มนี้ตั้งแต่ต้นปี เพราะจะได้กำหนดทิศทางในการอ่านของปีนี้ใหม่ เป็นเลือกอ่านอย่างตั้งใจ ละเมียดละไมไปกับตัวอักษร คิดตาม กุมขมับ ซึมซับเนื้อหาของหนังสือ และนั่นก็หมายความว่าปีนี้อาจจะอ่านหนังสือได้ไม่เท่ากับจำนวนของปีที่แล้ว แต่เจ้เชื่อว่าเวลาที่ใช้ในการอ่านของปีนี้น่าจะมีคุณภาพมากขึ้นแน่นอน

หนังสือที่ไม่มีคนเปิดอ่าน ก็เป็นเพียงปึกกระดาษที่อยู่รวมกัน แต่เมื่อไหร่ที่มีคนพลิกกระดาษไปเรื่อยๆ เมื่อนั้นหนังสือจะมีหัวใจ ทุกวันนี้คนอ่านหนังสือน้อยลงเรื่อยๆ เรามาทำให้หนังสือมีหัวใจกันเถอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น