110
The Lost Skill – ทักษะที่หายไปในศตวรรษที่ 21

ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกเราทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมากจริงๆ นึกถึงก่อนโควิดจะมา กับตอนนี้ หลายๆอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ศัพท์หลายๆคำ แม้จะมีมานานแล้ว แต่เราจะได้ยินกันบ่อยๆในช่วงปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น New Normal, Work From Home, Digital Marketing, Crypto, Blockchain, Bitcoin, Defi, Data Scientist, Metaverse, เป็นต้น
เจ้เคยเขียนไว้ในโพสต์ 018 ชื่อตอนว่า “การเรียนรู้ไม่ได้จบแค่ในห้องเรียนในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป” ไม่รู้ว่าได้อ่านกันหรือเปล่า แต่อยากจะเอามาย้ำอีกรอบว่า การปฏิวัติครั้งนี้ โลกจะก้าวเร็วขึ้นแบบทวีคูณ ทั้งในแง่ของขนาด ความเร็ว และขอบเขต
ความเร็ว – หากเราย้อนดูในอดีตการปฏิวัติที่ผ่านมา การปฏิวัติครั้งแรกห่างจากโลกที่เราอยู่ในปัจจุบัน 250 ปี การปฏิวัติครั้งที่สองห่างจากปัจจุบัน 150 ปี การปฏิวัติครั้งล่าสุดห่างจากจุดที่เราอยู่ ณ ตรงนี้ 50 ปี หากนับระยะเวลาของแต่ละช่วงแล้ว โลกกำลังหมุนเร็วขึ้นแบบทวีคูณ
ความกว้าง – การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อประชากรโลกเพียง 17% เท่านั้น เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ก็เช่นกัน ประชากร 4,000 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาระบบอินเตอร์เน็ตได้แทรกซึมไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก สิ่งนี้ทำให้โลกเชื่อมถึงกันได้มากขึ้น
ไม่แน่ว่า ภายใน 1-3 ปีนี้ โลกอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบพริบตาเดียว
หลายคนจึงลงเรียน Upskill วิชาใหม่ๆ ที่เอาไว้ใช้ในโลกอนาคต เช่น พวก Data เขียนโค้ด เพราะหลายหน่วยงานพึ่งพาเอา Data มาใช้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ผู้บริหารก็ใช้ Data ในการบริหารงาน หรือเรียนการทำ Digital Marketing เพราะวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปสู่ออนไลน์มากขึ้น ช่องทางขายเดิมๆอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่าเดิมอีกต่อไป
เรียกได้ว่า คนที่อยากไปต่อในโลกการทำงานยุคใหม่ ก็ต้องปรับตัว ติดอาวุธให้ตัวเองกันยกใหญ่ จะสังเกตได้ว่าช่วงนี้จึงมีคอร์สเรียนออนไลน์เรื่องใหม่ๆให้เลือกสรรเยอะมาก สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นตาม Demand ของตลาด ยิ่งมีให้เลือกเยอะ ก็แปลว่าตลาดมีความต้องการสูงนั่นเอง
—
ในขณะที่ทุกคนมุ่งเน้นติดอาวุธเพื่อสู้กับการเปลี่ยนแปลง ทำให้เราอาจหลงลืมทักษะที่สำคัญที่สุดที่จะพาเราไปได้ไกลยิ่งขึ้นแบบไม่มีวันหมดอายุ แม้ว่าจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงแค่ไหนก็ตาม
ดังนั้น ก่อนจะมองหาทักษะใหม่ ลองสำรวจทักษะพื้นฐานซึ่งเป็นทักษะที่ได้เจอได้ใช้ในชีวิตประจำวัน กันก่อนดีไหม เพราะหากพื้นฐานแข็งแรงแล้ว จะต่อยอดทางไหนก็ไม่น่ายากเกินกำลัง
ซึ่งสิ่งเหล่านั้น อยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว “The Lost Skill – ทักษะที่หายไปในศตวรรษที่ 21” ของ ศ. ดร. นพดล ร่มโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือหลายเล่ม และทำ Podcast Nopadol’s Story
เห็นว่าเป็นระดับศาสตราจารย์ อย่าเพิ่งคิดว่าเนื้อหาจะแนววิชาการ ถ้าเปิดใจลองอ่านจะพบว่าไม่ใช่เลย เพราะผู้เขียนเรียบเรียงออกมาเป็น 33 บทให้อ่านเข้าใจง่าย รวมถึงยังได้ให้เทคนิคในการพัฒนาทักษะต่างๆแบบใช้ได้จริง
ทักษะที่คนชอบทำหล่นหาย คือ ทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน และ ทักษะการเรียนรู้
เอ๊ะ ทำไมมันดูพื้นๆจัง นึกว่าจะมีอะไรแปลกใหม่แนวควอนตั้มฟิสิกส์ เขียนโปรแกรม เขียนโค้ด ดิจิตอลสกิล อะไรทำนองนั้นเสียอีก
แต่เพราะความธรรมดาๆนี่แหละเป็นรากฐานของทักษะอื่นๆ ทั้งหมด
เพราะการอ่านทำให้เราได้ข้อมูลใหม่ๆ หลายๆปัญหาก็แก้ได้ด้วยการอ่าน ส่วนการเขียน ไม่ได้หมายถึงว่าทุกคนจะต้องเป็นฝึกให้เป็นนักเขียน แต่การเขียนสำคัญเพราะการจะเขียนได้ ต้องผ่านกระบวนการคิด กรั่นกรอง มาก่อน ที่สำคัญ การเขียน สามารถเข้าถึงหัวใจคนได้มากกว่า เพราะคนจะอ่านสิ่งที่เราเขียน แปลว่าเขาเลือกที่จะให้เวลาแล้ว ไม่เหมือนกับการพูดให้คนฟัง เพราะบางทีคนฟังเลือกไม่ได้ เขาอาจจะไม่อยากฟัง หรือพร้อมที่จะฟังเราตอนนั้นก็ได้ ส่วนการเรียนรู้ ก็ถือเป็นทักษะหนึ่งที่จะพาเราให้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งทำให้เราพร้อมและไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึง
ก่อนที่จะเรียนรู้ทักษะทั้งหลาย สิ่งแรกที่ควรทำคือรู้จักกับดักเวลา ต้องรู้คุณค่าของเวลา ไม่ผลาญไปโดยเปล่าประโยชน์
ต่อมาต้องรู้จักตั้งเป้าหมาย และซอยย่อยออกมาตามระยะเวลา เช่น ถ้าเป้าหมายใหญ่ใช้เวลา 3 ปี เราต้องทำอะไรบ้างใน 3 เดือน 3 สัปดาห์ และมีอะไรที่เราสามารถทำให้เสร็จได้ใน 3 วัน และคอยอัพเดตความก้าวหน้าเป็นระยะ
และเพราะคนเราชอบผัดวันประกันพรุ่ง ให้ลองใช้กฎ 3 นาทีดู อะไรก็ตามที่สามารถทำให้เสร็จได้ในเวลาไม่นาน ให้ทำเลย ไม่ต้องรอ
—
ถ้าอยากอ่านหนังสือ ให้เริ่มอ่านสิ่งที่สนใจก่อน อะไรที่รู้สึกว่าไม่ใช่ ไม่ต้องเสียเวลา ข้ามไปเล่มอื่นเลย หาหนังสือเตรียมไว้หลายๆที่ในบ้าน พกติดตัวไว้หรืออ่านผ่านมือถือ Tablet เวลาอยู่ข้างนอก หรือฟัง Podcast หนังสือเสียง เวลาออกกำลังกาย ยิ่งยุ่ง ยิ่งต้องอ่าน เพราะบางครั้งความรู้จากหนังสือช่วยให้เราจัดการงานได้ดียิ่งขึ้น ทำให้งานเสร็จเร็วกว่าเดิม
การอ่านจึงเสมือนเป็นการทำ INPUT เมื่อเอาเข้าแล้ว ก็ควรทำ OUTPUT ด้วย ความรู้ที่ผ่านตาจะได้ไม่หายไปง่ายๆ และการเขียนก็เป็นวิธีหนึ่งในการทำ OUTPUT ที่ดี ให้เริ่มจากการเขียนเรื่องที่ชอบ เรื่องที่เรารู้ เขียนไปวันละนิดแต่สม่ำเสมอ หาคนมาอ่านงานเขียนของเรา หาแรงจูงใจในการเขียน เขียนเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน เขียนให้เข้าใจง่าย สำคัญคือ ต้องหาเวลาเขียน ฝึกไปเรื่อยๆ ก็จะเขียนได้คล่องเอง
ในอนาคต โลกการศึกษาจะเปลี่ยนไป เพราะทุกวันนี้ความรู้เข้าถึงได้ง่ายโดยการใช้อินเตอร์เน็ต อยากรู้อะไรก็เสิชเอาได้เลย ครูและอาจารย์ อาจจะไม่ได้เป็น Teacher หรือ Instructor อีกต่อไป แต่ต้องปรับมาเป็นการ Facilitate คือการบอกวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ (Learn how to Learn) คล้ายกับโค้ชนักกีฬา
หลักสูตรในมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่ Mass Production แต่จะก้าวเข้าสู่ Mass Customization คือคนเรียนจะเป็นคนเลือกว่าควรเรียนวิชาไหนเอง การนั่งเลกเชอร์ในห้อง การสอบ เกรดเฉลี่ย การจบการศึกษา อาจจะไม่มีแล้วในอนาคต เพราะเด็กแต่ละคนมีความถนัดเฉพาะตัวที่ไม่อาจหาได้ในทรานสคริปต์ และเมื่อไม่มีเกรด คนก็จะหันมาสนใจ “ความรู้” มากกว่า “คะแนน”
มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่สถานที่ของคนวัย 18-22 อีกต่อไป แต่เราอาจะเห็นผู้ใหญ่วัยเก๋าเดินเฉิดฉายในมหาลัยก็เป็นได้ เพราะต่อจากนี้มหาลัยที่อยากอยู่รอดคงปรับตัวให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต
ยังมีเรื่องการทำ Podcast การเรียนออนไลน์ ที่ให้ประโยชน์กับเราอย่างมาก ได้ทั้งความรู้ เข้าในแนวโน้ม Trend ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แนวคิดใหม่ๆ ได้งานเขียนเพิ่มขึ้น จัดการเวลาได้ดีขึ้น ตกผลึกความคิดที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน
สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมเราให้พร้อมที่จะลุยต่อกับอนาคตที่ยังครุมเครือ เลือนลางข้างหน้า
—
สิ่งที่ชอบที่สุดจากหนังสือเล่มนี้คือ คำพูดที่ว่า “จงเตรียมตัวให้พร้อมแม้ยังมองไม่เห็นโอกาส” และเจ้เชื่อว่า The Lost Skill ในเล่มจะพาเราท่องโลกที่เราไม่เคยรู้จักได้
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis

