106 DO COOL SH*T ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ

106

DO COOL SH*T ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ

ผู้เขียนคือ Miki Agrawal ผู้ก่อตั้งธุรกิจหลายแห่ง (ของใช้ในห้องน้ำ – Tushy ร้านพิซซ่า – Wild และกางเกงในสำหรับผู้หญิงมีประจำเดือน -Thinx ) ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 200 ล้านดอลลาห์ เป็นคนที่มีความบ้าบิ่น แหวกแนว ไม่ตามกระแสใคร เรียกง่ายๆว่า เป็นคนติสพอตัว แต่ก็พอมีเรื่องให้น่าสนใจและน่าติดตาม ลองเข้าไปดูตัวตนของมิกิจากเวปไซต์ของเธอดูได้ (เป็นชื่อเธอเองนั่นแหละ)

เรื่องราวที่เอามาเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้เป็นประสบการณ์ของเธอเองล้วนๆ แทบไม่อิงตำราการทำธุรกิจจากที่ไหนเลย อ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนดูเรื่องราวของคนทำ Start Up คนหนึ่งตั้งแต่ช่วงตั้งไข่จนออกลูกเป็นตัวได้

มิกิเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นอินเดีย เกิดที่แคนาดา แต่โตที่อเมริกา และได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มิกิจึงพูดได้หลายภาษาและผูกมิตรเข้ากับคนได้ง่าย และนี่เลยเป็นประตูทำให้เธอได้เปิดโลก สร้างสัมพันธ์ และสร้างธุรกิจ

Credit Pic : New York post

DO COOL SH*T  เป็นหนังสือที่ให้แนวคิดในการทำธุรกิจ มิกิใช้ความอยากทำเรื่องเจ๋งๆ ในการนำทางในเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการ เธอทำทุกอย่าง ลองผิดลองถูก และแก้ไขปัญหา ด้วยสัญชาติญาณของตัวเอง

เริ่มแรกเลย มิกิบอกว่า ถ้าอยากทำอะไรเจ๋งๆให้ลองกล้าที่จะแยกตัวออกจากกลุ่ม ถ้ามองเห็นโอกาสที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ

ตอนเรียนที่ลอนดอนและฝึกงานอยู่ในบริษัทประชาสัมพันธ์ มีวันนึงที่มิกิเข้าร่วมการปั่นจักรยานชมเมืองเป็นกลุ่ม พอปั่นมาถึง Hide Park มิกิมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นฟุตบอล ซึ่งมิกิสนใจอยากร่วมทีมด้วย เลยตัดสินใจแยกตัวออกมาทักทายหนุ่มๆนักฟุตบอลที่อยู่ข้างสนาม บอกพวกเขาว่าเธอเพิ่งมาจากนิวยอร์ค สนใจอยากเล่นฟุตบอลและขอเบอร์โทรคนหนึ่งในกลุ่มเอาไว้ ก่อนที่จะรีบปั่นไล่ให้ทันตามกลุ่ม โดยไม่ได้สนใจว่าทุกคนกำลังงงกับคนแปลกหน้าที่จู่ๆกล้ามาบุกรุกขอเบอร์

วันรุ่งขึ้นมิกิจึงโทรไปชวนแก๊งหนุ่มๆทานข้าวที่บาร์ บทสรุปคือมิกิได้เพื่อนใหม่ในลอนดอนที่คบหากันจนถึงปัจจุบัน และสนิทกันถึงขั้นไปเที่ยวที่บ้านเกิดกันได้

ต่อมา เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

เมื่อเรียนจบ มิกิ เข้าทำงานที่ Deutsche bank (ธนาคารดอยซ์) ซึ่งออฟฟิศตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตึก World Trade Center ซึ่งมิกิรอดตายจากเหตุการณ์ 911 เพียงเพราะว่าวันนั้นตื่นสาย ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก

เธอเห็นจากข่าวว่าผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต ทำให้มิกิตระหนักได้ว่าคนเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้ทำตามสิ่งที่ฝันเพราะพวกเขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว และมิกิก็ไม่อยากสูญเสียโอกาสนั้นไปด้วยการทนทำงานที่เธอไม่ได้ชอบเช่นกัน

มิกิจึงถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากทำจริงๆ ได้คำตอบมา 3 ข้อ คือ เป็นนักฟุตบอลอาชีพ สร้างภาพยนตร์ และก่อตั้งธุรกิจ เธอจึงลองทำทีละอย่างเพื่อค้นหาตัวเอง

เธอเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความฝันในการเป็นนักฟุตบอล แนะนำตัวเองกับโค้ช และโชว์ความตั้งใจจริงในการฝึกซ้อมแม้ว่าจะต้องเจรจากับหัวหน้าในขณะนั้นเพื่อขอออกจากออฟฟิศก่อนเวลาเพื่อซ้อมบอลและกลับมาทำงานต่อตอนกลางคืน เธอทุ่มเท จนสุดท้ายได้เป็นนักฟุตบอลทีม Newyork Magic จริงๆ

แม้ว่าเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพจะต้องจบลงเพราะเธอประสบอุบัติเหตุขณะลงแข่งจนต้องผ่าตัดและพักฟื้นร่างกาย เธอก็ไม่เสียใจเพราะได้ลองทำแล้ว

มิกิจึงเบนเข็มมาที่การสร้างภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจเสมอมา เธอต้องใช้ความกล้าเป็นอย่างมากที่จะเดินเส้นทางนี้ เพราะคนรอบข้างไม่เห็นด้วยที่เธอจะออกจากงานธนาคารที่มั่นคงมาทำงานในวงการผลิตสื่อที่ต้องเริ่มจากงานเล็กๆน้อยๆ ตั้งแต่การเก็บขยะ เติมน้ำดื่มให้นักแสดง จนไปถึงงานยากๆ เช่น ตามหาของเข้าฉาก หาสถานที่ถ่ายทำ

เธอได้ออกจากการเป็นพนักงานประจำของกองถ่าย แม้งานจะดูมั่นคงได้เงินเดือนตลอด แต่เธออยากโตเร็วๆจึงออกมาเป็นฟรีแลนซ์เพื่อไต่เต้าจนเป็นผู้ช่วย Producer และเป็น Producer ในที่สุด

ช่วงเวลาที่ว่าง มิกิ ทำรายชื่อบริษัทผลิตสื่อ และเดินสายเข้าไปแนะนำตัว ชวนกินข้าวกลางวันเพื่อแนะนำตัวและขอโอกาสจากพวกเขา ซึ่งก็นับว่าได้ผลเพราะเธอมักจะได้งานเมื่อไม่มีใครว่างรับงาน หรือปฏิเสธไม่รับงาน แต่มิกิรับหมด

เธอตระหนักว่า ธุรกิจนี้ การจะอยู่รอดมันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ เพราะเธอทำให้ตัวเองอยู่ในสายตาของผู้ผลิตสื่อ เมื่อถึงเวลาต้องการคน พวกเขาก็ย่อมคิดว่าปลอดภัยกว่าที่จะเลือกใช้คนที่รู้จักกัน มากกว่าสุ่มเลือกจากข้างนอกเอาเอง

และการเคาะประตูตามบริษัทผลิตสื่อเหล่านี้ เป็นบทเรียนชั้นเยี่ยมให้เธอเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการ มันสอนให้มิกิแข็งแกร่ง รับมือกับการถูกปฏิเสธ และช่วยในการตัดสินใจเร็ว

มิกิ ได้แชร์ 3 วิธีที่ช่วยให้พบโอกาสในการใช้ประโยชน์จากทักษะและความหลงใหลของตัวเอง มิกิเรียกว่า PIE

P – Philanthropic (เป็นคนใจบุญ) ลับฝีมือในที่ๆยังขาดแคลนทักษะของคุณ ทำโดยคิดว่าเป็นการช่วยเหลือกัน

I – Intrapreneurial (เป็นพนักงาน) ผุดแนวคิดแปลกใหม่ ลองทำในนามบริษัท ไม่ต้องเสี่ยงก่อตั้งบริษัทเอง

E – Entrepreneurial (เป็นผู้ประกอบการ) เสี่ยงสุดๆ แต่ผลตอบแทนก็ยิ่งใหญ่สุดด้วย

ซึ่งการจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ถ้าไม่ได้มีเงินถุงเงินถึง หรือซัพพอร์ตจากครอบครัว ก้ต้องพึ่งการระดมทุน ซึ่งหัวใจของการระดมทุนคือ เครือข่ายที่ดี ทำให้มิกิชอบเจอผู้คนใหม่ๆ ชอบไปสังสรรค์กับคนที่อยู่ในสังคมที่มิกิอยากจะไปยืนตรงนั้น

เธอคิดว่าแผนธุรกิจหนาๆอาจไม่ทำให้เงินลงทุน แต่เป็นตัว “คน” ที่เป็นเจ้าของไอเดียธุรกิจต่างหาก ที่นักลงทุนใช้เป็นตัวตัดสินใจว่าจะร่วมลงขันด้วยหรือไม่

เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงเอง เชิญแขกเองเพื่อสร้างสัมพันธ์ เชิญสื่อสิ่งพิมพ์ และเวปไซต์มาร่วมงานด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การตามหาหุ้นส่วนผู้ร่วมลงทุนของเธอได้ในที่สุด มิกิให้คำนิยามสิ่งเหล่านี้ว่า ชุมชนคือทุกสิ่ง จงสร้างเผ่า (community) ของตัวเองขึ้นมา เมื่อมีคนซัพพอร์ตแล้ว คนอื่นๆจะมองเห็น เราจะดูมีพลัง มีความตั้งใจจริง มีความหลงใหลอย่างเต็มเปี่ยม

ส่วนที่เป็น Highlight ของหนังสือเล่มนี้คือตอนที่มิกิเล่าถึงการสร้างธุรกิจ ซึ่งเธอเลือกทำแบรนด์พิซซ่าของตัวเอง เพราะเป็นอาหารที่คนทุกชนชั้นกินได้ แถมยังเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก อีกทั้งธุรกิจพิซซ่าที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 32,000 ล้านดอลลาห์ ซึ่งมีร้านพิซซ่าหลายร้อยร้านกระจายทั่วนิวยอร์ค แต่มิกิผู้ซึ่งชอบกินพิซซ่ามาก ไม่สามารถกินพิซซ่าบ่อยๆได้ เพราะเธอเป็นคนแพ้โปรตีนในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัวในอเมริกา ทำให้ปวดท้อง

เมื่อมิกินึกถึงตอนที่ได้ไปกินชีสของประเทศฝรั่งเศสแล้วไม่ปวดท้อง เธอจึงเกิดไอเดีย และเห็นช่องว่างในการทำร้านพิซซ่า ที่ใช้วัตถุดิบเพื่อคนที่แพ้แป้งสาลี กลูเต็น โปรตีนในนม ฯลฯ

มิกิตั้งต้นจากตรงนี้และเลือกทางเดินของผู้ประกอบการ จึงต้องผจญภัยเองตั้งแต่ติดสอยห้อยตามคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ หาหุ้นส่วน การตั้งชื่อร้าน ออกแบบโลโก้ หาโลเคชั่นเปิดร้าน การตกแต่งภายใน บรรยากาศในร้านจะเป็นอย่างไร มีเมนูอะไรบ้าง จะทำให้ร้านนี้แตกต่างจากร้านพิซซ่าในนิวยอร์คร้านอื่นๆอย่างไร ทำเวปไซต์ เข้าหาสื่อเพื่อโปรโมทร้าน ทำการตลาด ฯลฯ

และหากมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้เร็วและทำอย่างจริงใจที่สุด

ซึ่งแต่ละไอเดียที่มิกิใช้ในการทำเรื่องต่างๆ ต้องบอกว่าแหวกแนวและสร้างสรรค์มาก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้หรือกล้าทำตามด้วย อาจต้องลองอ่านแล้วเอาไปปรับใช้กันเอง

ส่วนสุดท้าย มิกิพูดถึงการทำตัวเองให้พร้อมโลดแล่นในโลกธุรกิจ ที่ต้องพร้อมทั้งสภาพร่างกาย และจิตใจ เธอแนะนำให้ดูแลรูปร่างอย่าปล่อยตัวให้โทรมหรือไม่น่ามอง จะทำให้เรามีพลังในการทำสิ่งต่างๆ

รวมทั้งดูแลความสัมพันธ์กับคู่ครอง เพราะเขาหรือเธอเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดเราที่สุด หากความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่นแล้ว จะพาลทำให้เรื่องอื่นๆในชีวิตเซไปด้วย

Credit Pic : Twitter Andrew Horn

มิกิให้หลักการ LACE เอาไว้ใช้ค้ำจุนความสัมพันธ์

L – Look (รูปลักษณ์) ต้องเข้าใจว่าคนเราดึงดูดกันด้วยภาพลักษณ์ภายนอกก่อนจะมาเจอตัวตนจริงๆภายใน ดังนั้นพยายามดูแลให้ดูดีเสมอ

A – Adventure (การผจญภัย) ชักนำสิ่งใหม่ๆให้ตื่นเต้นไปด้วยกัน

C – Challenge (ความท้าทาย) ในแง่ความคิด ร่างกาย และจิตใจ ให้ทำสิ่งดีๆยิ่งๆขึ้นไปด้วยกัน

E – Enhance (ยกระดับ) ประสบการณ์ของกันและกัน

การทำตัวให้น่าค้นหา ทำเรื่องดีๆให้กันบ่อยๆ เต็มใจที่จะเติบโตไปด้วยกัน และให้คิดเสมอว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบแม้แต่ตัวเราเอง และอย่าลืมให้พื้นที่ส่วนตัว สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนสองคนสามารถอยู่ด้วยกันไปตลอด

มิกิ แนะนำให้ลองทำเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่เคยลองบ้าง เช่นการออกเดินทาง การเข้าร่วมเทศกาลแปลกๆ การสร้างชุมชน และเป็นฝ่ายให้ แก่ผู้ที่ขาดแคลน หรือเป็นอาสาสมัคร ซึ่งอาจได้เจอคนที่มีความชอบเหมือนกัน เริ่มมิตรภาพใหม่ๆ หรือทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้น

ก็ต้องบอกว่าเล่มนี้เป็นเรื่องราวการทำธุรกิจของผู้เขียนล้วนๆ มีข้อคิดดีๆให้เราได้เก็บเอาไปใช้ แม้ว่าบางอย่างอาจจะไม่เหมาะกับวัฒนธรรมบ้านเราเท่าไหร่ แต่ถ้าจะหาทฤษฎีการตลาด หรือการทำธุรกิจ ไม่เจอในเล่มนี้ เพราะผู้เขียนดักไว้ตั้งแต่ปกหลังแล้วว่า หนังสือเล่มนี้ไม่เหมือนกับเล่มไหนที่เคยอ่านแน่ๆ เพราะมันเป็นเรื่องของ Miki Agrawal ล้วนๆนั่นเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#DOCOOLSH*T #ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น