
วันนี้ 12 พฤศจิกายน Timeline ใน facebook แจ้งเตือนขึ้นมาว่า ช่วงนี้เมื่อปี 2018 เจ้ไปเที่ยวโครเอเชียมา เลยขอเอาแบ่งปัน ไว้มีโอกาสก็ไปด้วยกันนะ
โครเอเชีย ประเทศที่มีเสน่ห์มากแต่คนบ้านเราพูดถึงกันน้อย แต่ไปมาแล้วประทับใจมาก เป็นอีกที่ๆอยากให้ไปด้วยกัน
ด้านภูมิประเทศ โครเอเชียอยู่ตรงแถวยุโรปกลางค่อนไปทางตะวันออกและใต้ นึกง่ายๆคืออยู่ด้านหลังอิตาลี มีทะเลเอเดรียติกคั่นกลาง รูปร่างของประเทศคล้ายบูมเมอแรงทำให้มีพรมแดนติดต่อเพื่อนบ้านหลายประเทศ
เนื่องจากพื้นที่เป็นแนวตั้งดิ่งมากกว่าแนวนอน ทำให้อากาศทางภาคใต้ฝั่งดัลเมเชีย เป็นแบบเมดิเตอเรเนียน (มีแดดแรง มีลม แต่ถ้าแสงหมดคือหนาว) แต่อากาศด้านบนๆเป็นแบบ Continental คือเหมือนยุโรปทั่วไป คือ หนาวแห้งลมเย็น
โครเอเชียเป็นประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลก เป็นเอกราชแยกจากยูโกสลาเวีย ปี 1991 ก็แค่เกือบ 30 ปีนี้เอง (มิน่าบางคนถึงไม่คุ้นหู) แต่เป็นพื้นที่ๆมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยาวนานตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน ยุคกลาง ยุคสงครามโลก ยุคปัจจุบัน เห็นได้จากพวกสถาปัตยกรรม โบสถ์ วิหารต่างๆ มีหลายยุคผสมกันไป บวกกับที่ตั้งของประเทศติดทะเลทั้งแถบจนเห็นวิวสวยๆริมฝั่งตลอดการเดินทาง ทำให้คนมาเที่ยวเยอะ
จะว่าไปโครเอเชียนี่โลเคชั่นคือฮวงซุ้ยชั้นดีเลยนะ เพราะหลังเป็นภูเขา หน้าติดทะเล และแน่นอนประเทศติดทะเล ก็มักจะทำประมง สองสิ่งนี้ (ท่องเที่ยวและประมง) จึงเป็นแหล่งรายได้หลักของโครเอเชีย
ช่วงที่มาเที่ยวคือเดือนพฤศจิกายน เป็นเดือนที่คนโครแอท (ชาวโครเอเชีย) คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่อากาศ crazy sleepy lazy มากๆเพราะอากาศเย็นๆไม่มีใครมีกะจิตกะใจอยากทำอะไร คนที่ส่วนใหญ่ที่ทำงานด้านท่องเที่ยว ไกด์ เปิดร้านอาหาร เปิดโรงแรมเล็กๆ หรือทำประมงจะหยุดทำงานยาวถึงมีนาคม เพราะอากาศหนาว นักท่องเที่ยวเริ่มน้อย ส่วนใหญ่เลยตัดสินใจปิดร้าน นอนอยู่บ้านดูหนังดูซีรีย์อะไรก็ว่าไป
Local Guide บอกว่าเค้าถือว่า 6 เดือนที่ผ่านมา (เมษา – ตุลาคม) เค้าทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดแล้ว พออากาศหนาวจึงขอหยุดพักผ่อนยาวๆดีกว่า ตอนแรกก็ยังไม่เชื่อไกด์นะ แต่ยิ่งวันท้ายๆที่เที่ยวที่ไม่ใช่เมืองหลวง คือ เหมือนเมืองร้าง ไม่มีคนเลย น้อยมากๆ พวก Apartment ให้เช่าหรือโรงแรมเล็กๆก็ปิด บางที่ใช้โอกาสนี้ซ่อมแซมปรับโฉมใหม่ ไกด์ยังบอกเลยว่าพวกยูมาทำไมกันตอนนี้ ไอจะพักผ่อนแล้ว
ทริปนี้มาเที่ยวกัน 3 คน กับพี่พีทและพั๊นซ์ คุยกันตลอดทริปไม่มีเบื่อ ผลัดกันถ่ายรูปให้ ประกอบกับคนน้อย ไม่แออัด ทำให้ยิ่งเที่ยวสนุก
ทริปนี้เที่ยวแบบใต้ขึ้นเหนือ คือไปเริ่มที่เมือง
Dubrovnik – ดูบรอฟนิค เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดถ้ามาโครเอเชีย เมืองนี้อยู่ตอนใต้ของประเทศ ไม่ติดกับแผ่นดินใหญ่ของโครเอเชีย เพราะมีบอสเนียมาคั่นไว้

วิวจากเรือ submarine สีเหลืองอ๋อย แล่นออกมาเพื่อชมความงามของเมืองนี้

ขึ้น Cable Car ไปชมวิวจากด้านบน สวยมากจริงๆ

เที่ยวเดินที่ Dubrovnik ตั้งแต่เช้ายันบ่าย ได้เวลาโพล้เพล้ก็ไปต่อที่เมือง Mali Ston – มาลี สตอน ซึ่งก่อนจะมาถึงที่นี่ ต้องผ่านพรมแดนประเทศบอสเนียก่อน


เมืองนี้เคยจัดมินิมาราธอนด้วย แต่เป็นแบบวิ่งขึ้นปราสาท แอบโหดอยู่ ใครชอบวิ่งลองมารูทนี้ดูมั้ย ท้าทายดี

Trogir – โทรเกียร์ เมือง Trogir – โทรเกียร์ เป็นเมืองเล็กๆที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

Split – สปลิท เป็นอีกเมืองที่มีทัศนีย์ภาพและสถาปัตยกรรมที่สวยมาก เป็นเอกลักษณ์โครเอเชีย

ที่เมือง Split เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวชื่อดังและมีค่าครองชีพแพงเป็นอันดับสองของโครเอเชีย เมืองนี้มี Diocletian’s Palace – พระราชวังดิโอคลิเชียน เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาเยือนให้ได้
ในรูปคือภาพที่จิตรกรร่างออกมาให้ดูว่าในสมัยจักรวรรดิโรมันตะวันออก (ไบแซนไทน์) วังนี้อลังการมากขนาดไหน แม้วันนี้จะอยู่ไม่ครบ แต่จากซากปรักหักพังนี้ ก็ยังรู้สึกขลังอยู่ดี




Sibenik – ซีบินิค เมืองนี้สถาปัตยกรรมออกแนวเรเนซองส์ เพราะได้รับอิธิพลจากทางอิตาลี

เมืองนี้มี St. James Cathedral – มหาวิหารเซนต์เจมส์ เป็นการผสมผสานความเป็นอิตาเลียนและดัลเมเชียน (ตอนใต้ของโครเอเชีย) มียอดโดมที่สวยมากทำจากแผ่นหิน (งงว่าทำให้แผ่นหินโค้ง ปราณีต อ่อนช้อยได้ยังไง)
ซึ่งที่นี่ก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกเรียบร้อย



Plitvice – อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ที่นี่เป็นจุดหมายของเกือบทุกคนที่มาเที่ยวโครเอเชีย เพราะมี 16 ทะเลสาปเชื่อมอุทยานทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน

Opatija -โอพาเทีย เมืองนี้ได้แวะนอนคืนเดียว ได้นอนโรงแรมที่มีเด็กๆวัยประถมเตรียมตัวแข่งดนตรีกันพอดี เลยได้ยินเสียงคนเล่นดนตรีกันทั้งคืน ได้อีกอารมณ์นึง เช้ามาก็ไปต่ออีกเมือง
Pula – พูล่า เมืองเก่าแก่และเคยเป็นเมืองของอิตาลีมาก่อน คนที่นี่เลยพูดภาษาอิตาเลียนได้
ในรูปคือ Pula Arena หรือ Amphitheater ประมาณว่าเป็นสนามกีฬากลางแจ้ง
สนามที่ Pula อายุพอๆกับ Colosseum – โคลอสเซียมที่อิตาลี แต่ความใหญ่นั้นเป็นรอง ที่อิตาลีใหญ่สุด จุคนได้มากกว่า 50,000 คน ส่วนที่นี่เป็นอันดับ 6 ของโลก จุคนได้ราวๆ 25,000 กว่าๆ ที่นี่คือส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน ชาวเวเนเชียนเคยพยายามจะขนหินที่นี่ไปสร้าง Colosseum ที่โรม แต่ชาวเมือง Pula คัดค้านไว้ได้ ก็เลยยังตั้งตระหง่านจนถึงปัจจุบัน
สมัยก่อนที่นี่คือลานประลองต่อสู้กัน ทั้งคนกับคน หรือคนกับสัตว์ พื้นที่ตรงนี้จึงเต็มไปด้วยทราย เพราะทรายกลบเลือดได้

เรื่องตลกร้ายคือ Local Guide บอกว่า ที่นี่เกือบจะได้เป็นมรดกโลก แต่เพราะ UNESCO มาเห็นกำแพงด้านนึงสีขาวจั๊วะ เลยไม่เชื่อว่าเป็นของจริง คิดว่ามีส่วนเติมแต่ง ไม่ใช่ของแท้ทั้งหมด เลยระงับการขึ้นทะเบียนไปจนกว่าจะพิสูจน์ได้
เรื่องที่ไกด์เล่าคือกำแพงส่วนที่ขาวเป็นเพราะมีการทำความสะอาดด้วยเลเซอร์ แต่พอรู้ว่า UNESCO จะมาก็เลยหยุดไว้แค่นั้น และก็ไม่ได้ทำต่ออีกเลย

ด้านล่างของ Pula Arena นี้ มีคล้ายๆพิพิธภัณฑ์ย่อมๆ
ที่เห็นในรูปคือแผนที่ทำมือ (ของจริงอยู่ที่ National Library ที่เวียนนา อันนี้ เป็น copy มาอีกที)
แต่ความดีงามของมันคือ สมัยนั้นไม่มี Google Map การเขียนแผนที่นี้คือเดิน จด วาด เป็นแผนที่ๆคลาสสิกมาก
Rovinj – โรวินจ์ เมืองนี้มีความคล้ายอิตาลีมากๆ ตึกรามบ้านช่องอยู่ริมชายฝั่งทะเลเอเดรียติก แยกตัวออกจากแผ่นดินใหญ่ แต่ต่อมาถมทะเลเชื่อมต่อกันภายหลัง

นี่คือเมืองที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่าพอมาเที่ยววันท้ายๆของช่วงที่อากาศหนาว อย่างกับเมืองร้าง ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย คนท้องถิ่นก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โรงแรมปิด ร้านกาแฟ outdoor ไม่มีคนนั่ง โหลงเหลงเบาๆ

แต่เป็นข้อดีคือเดินเที่ยวสบายมาก ถ่ายรูปก็ไม่ติดผู้คน

เมืองนี้มีโบสถ์ St. Euphemia เป็นสไตล์บาร็อค มียอดโบสถ์สูง 61 เมตร นับได้ว่าสูงที่สุดของแคว้นนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขา โบสถ์นี้วันที่ 16 กันยายนจะรถติดมาก เพราะคนจะแห่มาสักการะ St. Euphemia ที่ในอดีตเคยโดนจับไปปล่อยให้สิงโตสองตัวรุม สิงโตกลับไม่กินเธอ มหัศจรรย์มาก แต่ก็โดนสั่งประหารอยู่ดี และเอาศพใส่โลงลอยน้ำมาจาก Istanbul Turkey-อิสตันบูล ตุรกี โลงลอยน้ำมาจนถึงชายฝั่งเมืองโรวินจ์ (ซึ่งจริงๆแล้วมันดูเป็นไปไม่ได้เลย เพราะตุรกีกับที่นี่ก็ไกลกันอยู่) ผู้คนที่นี่เลยสร้างโบสถ์ไว้ระลึกถึงเซนต์ท่านนี้

และจบที่ Zagreb – ซาเกรบ
เมืองหลวงของโครเอเชีย เมืองนี้เป็นเมืองเดียวที่รู้สึกไม่ค่อยตื่นเต้น เพราะมีความเป็นเมืองปัจจุบัน เหมือนเมืองใหญ่ทั่วโลก

โบสถ์ St. Mark – เซนต์มาร์ค หลังคาสวยเก๋ดี มีความหมายถึงแคว้นต่างๆของโครเอเชีย ตั้งอยู่ในเขตที่ทำการรัฐบาลของโครเอเชีย
คือแอบงงว่า สถานที่ๆนายกทำงานทำไมดูเข้าถึงง่ายจัง แต่ไกด์บอกว่าประเทศเค้าเป็นประเทศเล็กๆ Parliament – ทำเนียบขาวเลยไม่ได้ใหญ่โตอลังการอะไร

สำหรับเรื่องอาหาร ประมาณ 20 มื้อที่จะมาแนวเดียวกันหมดคือ เสิร์ฟเป็นคอร์ส
เริ่มด้วย Appetizer – อาหารเรียกน้ำย่อย เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง (ซุป สลัด สปาเกตตี้ /ลาซานญ่า )
ต่อด้วย Main Course ส่วนมากเป็นสเต็ก หมู ไก่ ปลา กุ้ง ปลาหมึก เสิร์ฟกับมันฝรั่ง มันบด ผักต้ม วนๆกันไป
ปิดท้าย Dessert 90% จะเป็นไอติม มีเค้ก พายโผล่มาบ้าง

การทานอาหารที่โครเอเชียเหมือนเป็นช่วงเวลาเมจิกโมเม้น เพราะเราจะเดินเข้าร้านด้วยความหิวโซ การเสิร์ฟทีละจาน รอให้ทุกคนทานหมดค่อยเริ่มเสิร์ฟใหม่ ทำให้เราค่อยๆละเลียดละไมอาหารตรงหน้า จนกินเยอะโดยไม่รู้ตัว เพราะจานก่อนหน้าเก็บไปแล้ว เราก็จะลืมๆไปว่าก่อนหน้านี้เพิ่งกินอะไรเข้าไป รู้ตัวอีกทีคืออิ่มมากทุกครั้งหลังออกจากร้าน
มันช่างต่างกับการกินอาหารที่ไทย ที่เรามักจะเห็นอาหารทุกอย่างบนโต๊ะก่อนทาน

โครเอเชียเป็นอีกประเทศที่ชอบ มีเสน่ห์ในแบบยุโรปที่อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นประเทศที่คนไทยอาจจะไม่ค่อยนึกถึง แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากให้มาเที่ยวกัน
