104
เสน่ห์เฉพาะตัว

เจ้เพิ่งกลับมาจากการเที่ยวกระบี่ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่มาเที่ยวจังหวัดนี้
และเป็นครั้งที่สองที่มาพักกับรายาวดี ซึ่งก็ขึ้นแท่น favorite place ไปเรียบร้อยจนต้องมาซ้ำๆ และคิดว่าก็คงจะมาอีกเรื่อยๆ
รายาวดีเป็นโรงแรมที่อบรมพนักงานได้ดีมาก สร้างโมเมนต์ประทับอยู่ในใจให้ลูกค้าเก็บไปชื่นชมต่อได้เสมอๆ
ความประทับใจที่ว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นยันจบทริปของ Guest Journey เลย
เริ่มตั้งแต่พนักงานต้อนรับที่สนามบิน ที่มาต้อนรับอย่างอบอุ่นเหมือน เจ้าบ้านจะพาแขกไปเที่ยวบ้าน ติด Tag กระเป๋า เอากระเป๋าขึ้นรถให้เสร็จสรรพ แต่เรายังไปกันไม่ได้ เพราะกระเป๋าเดินทางของพี่พีทล้อหลุด ต้องรอเคลมกับเจ้าหน้าที่สายการบิน พนักงานก็รออย่างใจเย็น ด้วยท่าทีสงบ
เมื่อได้ขึ้นรถตู้ ที่ทางโรงแรมเตรียมแบบ private เฉพาะกลุ่มเรา คนขับรถก็จัดการเปิดประตู แจกน้ำขวดให้ทุกคน ส่วนพนักงานต้อนรับก็ขึ้นรถมาด้วย และหันมาบอกว่า ได้จัดการเลื่อน Booking Spa ไว้เรียบร้อยนะคะ คือไม่ปล่อยให้แขกกังวลเลยว่าจะไปทันหรือเปล่า เพราะจองสปาไว้ใกล้กับเวลาเช็คอิน พนักงานทำงานบบมืออาชีพ ทำงานแบบคิดถึงความต้องการของแขกเป็นหลัก ไม่ใช่แค่หน้าที่ของตัวเองจบก็จบกัน
รถตู้ไปส่งที่ท่าเรืออ่าวน้ำเมา แทนที่จะเป็นท่าเรือส่วนตัวของโรงแรม เนื่องจากช่วงโควิด นักท่องเที่ยวต้องผ่านการคัดกรองที่จุดของราชการจัดให้ นั่งเรือประมาณ 5 นาทีก็ถึง เมื่อเรือแล่นไปถึงหาดหน้ารีสอร์ท ก็เห็นชาวต่างชาติใส่ยูนิฟอร์มโรงแรม (ซึ่งน่าจะเป็น Hotel Manager) มายืนสวัสดี รอต้อนรับพร้อมพนักงานคนอื่นๆ ทำเอาแอบอมยิ้มไม่ได้เลย
—
เข้าไปถึง Lobby พนักงานชายมาต้อนรับให้ไปนั่งรอ รับ Welcome drink เป็นน้ำมะพร้าวเซอร์เบทมะนาว สดชื่นคลายร้อนได้อย่างดี มีการอธิบายว่าใช้น้ำมะพร้าวจากต้นที่ปลูกมนพื้นที่โรงแรม ดูเป็น welcome drink ที่ตั้งใจทำจริงๆ
แล้วพนักงานก็ทำ Orientation อธิบายแผนที่โรงแรม กิจกรรม ห้องอาหาร แจ้งสิทธิพิเศษสำหรับแขกที่เคยมาพักว่าได้รับส่วนลด 20% ในการใช้บริการต่างๆของโรงแรม ก่อนไปส่งเราที่ห้อง
วินาทีที่ เดินผ่านประตูห้องเข้าไป สายตาสะดุดกับถังใส่ขวดไวน์ พร้อม welcome back card ประทับใจมาก เพราะไปพักซ้ำที่ไหนก็ไม่เคยได้เซอร์ไพรส์ขนาดนี้

Housekeeper ที่นี่ทำงานดีเกินมาตรฐานไปมากด้วย เพราะนอกการเข้ามา Turn down ห้องวันละ 2 ครั้ง ช่วงสายๆและก่อนนอนแล้ว ยังมีการจัดบรรดาเครื่องประทินผิว ตั้งเรียงลำดับความสูง วางบนผ้าอย่างดีให้หยิบใช้ง่ายๆ เมื่อเห็นอะไรพร่องไป ก็จะเติมให้เต็มทุกครั้ง ทั้ง Amenities body shower, shampoo, lotion น้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งคุกกี้ (อร่อยมาก) และ มะตูมตากแห้ง (เจ้เอามาทำเป็นชาร้อน)
การ Turn Down ห้องก่อนนอนของที่นี่ เป็นเหมือนการส่งแขกเข้านอน มีทั้งผ้าเช็ดเท้าวางข้างเตียง ขนมคำเล็กๆ ซึ่งเปลี่ยนใหม่ทุกวัน
เมื่อโทรขอน้ำแข็ง พนักงานมาส่งด้วยความเร็วแสงมาก ไม่ถึง 5 นาทีหลังจากวางสาย จนทุกคนตกใจเพราะไม่คิดว่าจะเซอร์วิสรวดเร็วขนาดนี้
—
แน่นอนว่าเรามาเที่ยวช่วงปลายฝน ก็ย่อมมีฝนตกเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เดินกางร่มกันไปทาน Afternoon Tea ได้สบายๆ แต่เมื่อไปถึงก็พบว่ามีพนักงานมายืนรอเก็บร่มให้ และนำทางไปที่โต๊ะ เสริฟ์อาหารอย่างรวดเร็ว แถมพี่กบขอเพิ่มหลายอย่างด้วย condition เอาแต่อันนี้ ไม่เอาอันนั้น ขอชาร้อน และช็อคโกแลตร้อน ฯลฯ พนักงานก็มาเสิร์ฟให้อย่างไม่อิดออด
—
ตอนที่จะไปทำกิจกรรมทางน้ำกัน พนักงานที่ประจำตรงหาดอ่าวนาง ก็เอาผ้าเช็ดตัว น้ำดื่มเป็นเหยือก และของว่างมาเสิร์ฟถึงที่ รวมถึงฝากให้ช่วยดูกระเป๋า รองเท้า และไปชิลที่หาดกันได้เลย
ตอนทานอาหารเช้า ลืมเอา Mask ไป พนังานก็เอามาให้ถึงที่ แถมยังสังเกตด้วยว่าเจ้มีตุ่มแดงๆขึ้นที่แขนเพราะเล่นน้ำทะเลแล้วโดนตัวไรทะเล ตอนทานอาหารอยู่พนักงานที่ชื่อพี่วารีก็เอาตลับยาทาแก้แพ้มาให้ที่โต๊ะ ใส่ใจไปอีก
—
Activity Room เป็นที่ๆเจ้และเพื่อนๆเข้าไปปรึกษาว่าจะวางแผนทำกิจกรรมอะไรดีระหว่างอยู่ที่นี่ พอพนักงานชื่อพี่มา รู้ว่าจะไป Lagoon ซึ่งขึ้นชื่อว่าทางโหดและค่อนข้างอันตราย เพราะชันมาก พี่มาบอกให้เซฟเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของพี่เค้าไว้ เผื่อเหตุฉุกเฉิน ทำให้อุ่นใจในความห่วงใยของพนักงานที่นี่จริงๆ

ที่สำคัญคือ พวกเค้าไม่ได้แค่ถามส่งๆ แต่จำหน้า จำรายละเอียดของเราได้ด้วย ตอนเดินเจอกันวันกลับ พี่มาก็ถามว่าไปมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เรียกได้ว่า คุยกันจนรู้สึกสนิทไปเลย
วันที่มีไปเดิน Big Bat Cave พวกเจ้ไปกันทั้งหมด 6 คน จึงให้ทางโรงแรมจัดหาไกด์ให้ เพราะมีผู้หญิงไปกันเยอะ และทางขึ้นมีบางช่วงที่มืดและชัน ไกด์ของโรงแรมดูแลอย่างดี พอเห็นว่าต้องเดินกลางแดดเปรี้ยงๆใกล้เที่ยง ก็พาเข้าทางลัดในโรงแรมไปโผล่ที่ใกล้ๆทางเข้า ประคบประหงม บอกทุกจุดที่ควรระวัง คอยเป็นตากล้องถ่ายรูปให้ทุกคน ไม่มีบ่น ยังแถมพาเดินขึ้นไปต่ออีกจุดชมวิวที่ปกติไม่มีในโปรแกรมอีกด้วย

เมื่ออยู่ที่สปา พนักงานก็มารยาทดีตั้งแต่ Reception ต้อนรับ เอา welcome set มาให้ เปลี่ยนรองเท้า จนถึงพนักงานนวด พี่พีทประทับใจพี่จุ๋มคนนวดมาก ที่ค่อยๆแกะจุดที่หลังแข็งๆให้นุ่มลงได้ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเราไม่ได้ไปนวดแก้อาการจริงจัง ก็ไม่ค่อยมีใครทำแบบนี้ให้เพราะมันต้องใช้พลังเยอะ ส่วนมากก็แค่นวดไปตามสเต็ปเท่านั้น


—
เรื่องที่ห่วงที่สุดคือ Flight ขากลับ delayed จากบ่ายสามเป็นสองทุ่มครึ่ง ทำให้ต้องคอยแวะเวียนไปถาม Concierge ว่าจะขอ Check out late ได้ถึงกี่โมง เพราะจะได้วางแผนถูก ก่อนวันกลับแค่เปิดประตูเข้าไป เหมือนพนักงานจำได้เลย บอกว่าจัดการ Late Check Out ได้ถึง 17:30 น. ทั้งสามห้อง เดี๋ยวจะมีจดหมายแจ้งไปที่ห้องอีกครั้ง เหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะโรงแรมดูแลอย่างดี ไม่ทิ้งแขกลอยแพวันกลับ
การที่โรงแรมให้ Late Check Out ถึงเย็นทำให้เรามีเวลาทำกิจกรรมเพิ่มมากมาย ทั้งว่ายน้ำ พายคายัค นอนชิลอาบแดด ทานกลางวันที่ Grotto อีกครั้ง นับเป็นประสบการณ์การพักผ่อนแบบ 4 วัน 3 คืนที่เต็มอิ่มจริงๆ

—
ครั้งแรกที่เจ้มาพักที่รายาวดี เมื่อปี 2019 มีแต่แขกต่างชาติ 95% คนไทยน้อยมาก มีแค่ 2 กรุ๊ปเล็กๆเท่านั้น เลยคิดว่าที่พนักงานเอาใจใส่ดูแลแขกดีแบบนี้น่าจะเป็นเพราะ Target ลูกค้าของที่นี่เป็นชาวต่างชาติหรือเปล่านะ แต่พอกลับมาที่นี่อีกครั้ง สถานการณ์กลับกัน คือแขกเป็นคนไทย 95% และมีต่างชาติ 5% การบริการก็ยังคงมาตรฐานเดิม ไม่แบ่งแยกว่าแขกเป็นชนชาติไหน ขอชื่นชมโรงแรมที่คัดเลือกและอบรมพนักงานที่มีจิตบริการจากใจจริงในทุกๆส่วนงาน
สัมผัสได้จริงๆว่า พนักงานเต็มใจ ใส่ใจดูแลแขกอย่างดีกันทุกคน และเท่าเทียม แม้ว่าไม่ใช่ชาวต่างชาติหรือเซเลปคนดัง เป็นการบริการที่มาจากการสังเกต การใส่ใจ หวังให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด มันไม่ใช่แค่การรับใช้ การทำตามคำสั่งอย่าวเดียว ถ้าเป็นญี่ปุ่นจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า โอโมเตนาชิ (Omotenashi) ซึ่งดีใจที่หาเจอสิ่งเหล่านี้ได้ในไทย

และเรื่องราวเหล่านี้คงจะเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆก็หลงรักรายาวดี
ไว้มีโอกาสเหมาะๆ มาเที่ยวกันนะ
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
