
103
Defining Moment รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง
การปรากฏตัวของไวรัสโควิด-19 เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต วิถีการทำงาน ของคนทั่วโลกไปอย่างพริบตา อะไรที่คิดว่ายังมีเวลาปรับตัว เรียนรู้กันได้อีกนาน กลับเป็นสิ่งที่เราต้องรีบทำ เพื่อให้อยู่รอดในโลกที่หลายสิ่งกำลังจะไม่เหมือนเดิม
ถ้าพูดถึงคุณรวิศ CEO ของศรีจันทร์สหโอสถ และ Mission to the moon media จะมีโลโก้ความ Productive แปะอยู่ด้วย เขาเป็นผู้จุดประกายที่ทำให้ทุกคนหันมาสนใจความ Productive ไม่ว่าจะเป็น
ความมีวินัย (ตื่นเช้าทุกวันมาวิ่งตั้งแต่ฟ้ายังมืด)
ความขยัน (สวมหมวกหลายใบ ทั้งผู้บริหาร เจ้านาย นักอ่าน นักเขียน ผู้ดำเนินรายการ พ่อของลูก ฯลฯ)
การยอมรับการเปลี่ยนแปลง (ยอมรับว่าธุรกิจครอบครัวเกือบจะเป็น Deadwood แล้วตัดสินใจรีแบรนด์ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด)
ความมุ่งมั่น (ตั้งใจทำอะไรแล้วกัดไม่ปล่อย ฝืนใจฝืนกายลุกขึ้นมาทำ ทั้งเรื่องวิ่ง ลดน้ำหนัก เขียนหนังสือ 10 เล่มในระยะเวลาไม่กี่ปี อัด Podcast 900 เกือบพันตอน)
พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ (อ่านหนังสือใหม่ๆตลอด และแพลนจะลางานไปเข้าคอร์สเรียนเพื่ออัพเดตความรู้ใหม่ๆที่ต่างประเทศ)
นับได้ว่าคุณรวิศเป็นตัวจริงเรื่องการพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ ลองคิดดูว่าคนที่ขึ้นชื่อด้านความมีวินัยและความ Productive โหดๆแบบคุณรวิศยังหวั่นๆกับการมาถึงของโลกอนาคต จนตกผลึกเขียนเป็นเล่มนี้ออกมา จึงไม่อยากพลาดที่จะอ่าน
–หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ที่เปรียบแล้วเหมือนช่วงเวลาการเดินทางของชีวิต
Defining Moment ช่วงตื่นรู้
ช่วงนี้จะเป็นจุดที่ทำให้เราฉุกคิดถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเองในวันนี้เพื่อกำหนดอนาคตของเรา เปรียบเสมือนยามเช้าตรู่
– หลายๆสิ่งที่เราทำเป็นประจำ เราอาจไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ แต่นานวันเข้า มันอาจส่งผลกระทบในท้ายที่สุดให้เราได้ เหมือนกับการแปรงฟัน คนที่สักแต่แปรงแค่ให้ปากสดชื่น กับคนที่ละเมียดละไมดูแลช่องปากอย่างดี แปรงอย่างใจเย็นและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ แรกๆมันไม่เห็นผลความต่าง แต่เวลาผ่านไปนับสิบปีผลลัพธ์ของสองคนนี้จะต่างกันมากทีเดียว อย่าประมาทพลังของสิ่งเล็กๆที่เราเลือกทำทุกวัน
– งานทุกงานมีความหมายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม อย่าทำส่งๆ ให้ทำอย่างดีที่สุด
– ในยามปกติอาจไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ แต่ถ้ามีวิกฤตเกิดขึ้น อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดไป ลองอาสาทำงานที่ไม่มีใครอยากทำ สำเร็จหรือล้มเหลวก็ถือว่าได้ลองทำแล้ว และยังได้เรียนรู้เป็นประสบการณ์
– จำไว้ว่าทางเลือกเป็นของทุกคน อยากมีชีวิตแบบไหน เลือกทางไหน ไม่ผิด แค่ต้องยอมรับผลของมันให้ได้
– เมื่อเกิดอาการขี้เกียจ ลองถามตัวเองดังนี้
1. คนที่ประสบความสำเร็จจะทำอย่างไรถ้ามีเป้าหมายเดียวกับเรา (ลองสวมแว่นของ Bill Gates, Elon Musk ดู)
2. ฉันจะรู้สึกอย่างไรถ้าทำงานนี้ไม่สำเร็จ (เราจะเสียดาย หรือเสียโอกาสอะไรไปบ้าง)
3. อะไรคือสิ่งแรกที่ฉันจำเป็นต้องทำ (แบ่งการทำงานออกเป็นส่วนๆ)
4. ถ้าให้เลือกทำสิ่งเดียวที่จะทำให้งานเสร็จทันเวลา สิ่งนั้นคืออะไร
และคำถามปิดท้าย ถ้างานนี้ไม่สำเร็จ ใครบ้างที่โดนผลกระทบและเรารับผิดชอบไหวหรือไม่
– ลงมือทำอะไรสักอย่างไปก่อน แม้ยังไม่เพอร์เฟกต์ ในขั้นแรก ปริมาณสำคัญจะกว่าคุณภาพเสมอ ผลงานของบรรดาอัจฉริยะโลกทั้งหลายที่มีชื่อเสียง ย่อมผ่านการฝึกซ้อมผ่านผลงานที่ไม่มีชื่อเสียงมานับไม่ถ้วน พรสรรค์ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูน
– ลองขบคิดหาทางออกด้วยตัวเองก่อนขอความช่วยเหลือจากใคร ลอง Trial and Error เพื่อลดความเสี่ยงก่อน ถ้าไม่มีทางออก ให้สร้างประตูขึ้นมาเอง
– Connection มีหลายแบบ แบบที่ดีที่สุดคือ การได้จากการที่คนอื่นเห็นความสามารถของเรา และพยายามอย่าใช้มันในทางที่ผิด
– การเปลี่ยนแปลงคือการพัฒนา การสร้างความยอดเยี่ยมคือการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
– การทำธุรกิจเหมือนการอยู่ในหุบเขา สภาพจิตใจของเราจะเริ่มจาก
1. ช่วง Euphoria เป็นช่วงเคลิบเคลิ้มว่าไอเดียเราเจ๋ง อยู่ในช่วงกำลังคึก คิดว่าตัวเองมีแต้มต่อ
2. ช่วงเริ่มลงหลักปักฐาน ความจริงจะเริ่มปรากฏ หลายสิ่งอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด
3. ช่วงดำดิ่ง เป็นช่วงที่อะไรก็ดิดขัดไปหมด เป็นทางแยกระหว่าง เจ๊ง กับไปต่อในข้อที่4
4. เริ่มหาที่ของตัวเองเจอ เราจะเริ่มมองเห็นภาพธุรกิจตามความจริง ถ้าบริหารดีๆ จะเริ่มมีระบบแบบแผนขึ้น
5. ช่วงเวลาแห่งการเติบโต ปัญหามาก็แก้ไขไป อาจจะวนกลับไปข้อ 1 หรือข้ามภูเขาลูกใหม่
—
Tight-Loose-Tight การยืดหยุ่นทางความคิด
ช่วงนี้จะเป็นการยกตัวอย่างการบริหารสำหรับผู้นำหรือทุกคนในสถานการณ์ต่างๆ เปรียบเสมือนช่วงเที่ยง ไฟในการทำงานยังแรง
คุณรวิศยกตัวอย่างมาจากคุณซิกเว่ เบรกเก้ CEO Telenor Group เกี่ยวกับหลักการบริหารแบบ Trusted Based Leadership เขาบอกว่าผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดคือ ผู้นำที่มีทีมที่เก่งในแต่ละด้านอยู่รอบตัว ซึ่งควรใช้หลักการบริหารคนเหล่านี้แบบ Tight-Loose-Tight
1. Tight คือ เป้าหมายต้องชัด ให้ทุกคนเข้าใจภาพรวมตรงกัน จะได้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
2. Loose คือ วิธีการทำงานที่ยืดหยุ่น Flexible ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ให้สิทธ์คนทำงานเป็นเจ้าของงาน มีอิสระในการออกแบบการทำงานเอง
3. Tight ผู้นำต้องเข้าใจการติดตามงาน วัดผล และให้ Feedback ที่ดี
ซึ่งดูเหมือนไม่ซับซ้อนอะไร แต่ทำไม่ได้ง่ายนัก เพราะผู้นำบางคนเป็นแบบ
Tight-Tight-Tight ( เข้มงวดทั้งหมด)
Loose-Loose-Loose (เป้าไม่ชัดเจน ปล่อยให้ทำไม่มีทิศทาง ปล่อยตามมีตามเกิด)
Tight-Loose-Tight (หัวหน้าไม่รู้ความต้องการตัวเอง แต่เข้มงวดกระบวนการมากๆ และไม่รู้จะวัดผลอย่างไร เพราะความต้องการไม่ชัดเจนแต่แรก)
ผู้นำที่ดีจะมีพลังบางอย่างที่ทำให้คนอยากเดินตาม เอาหลักการนี้ไปปรับใช้ในวันที่ต้องนำคนก็ดีนะ จริงอยู่ที่ว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องไม่มีผิดถูก แต่อย่าสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่กลัวการผิดพลาด ซุกปัญหาไว้ใต้พรม รับฟังแต่ข่าวดี ทำแบบนี้เหมือนติดระเบิดเวลาไว้ที่องค์กร
—
The Amount of Joy ความสุขของชีวิต
ช่วงนี้พาเรามาสู่จุดที่ทบทวนตัวเองหลังจากใช้ชีวิตอย่างเข้มข้นที่ผ่านมา ว่ายังมีอะไรที่เสียดายในชีวิตอีกหรือไม่ เปรียบเสมือนช่วง afternoon tea สบายๆ พักสายตา นั่งตกผลึกไป
– ชีวิตเรามีหลายแง่มุม ลองโฟกัสแง่ที่ส่งผลต่อชีวิตของเราที่เหลือจนตาย คือเรื่อง เงินทอง ความรัก และงาน ตามจริตของตัวเองไม่ต้องตามกระแสสังคมหรือตามไม้บรรทัดของคนอื่น
– อย่ารีบเชี่ยวชาญเร็วเกินไป นักกีฬาชื่อดังหลายๆคนก็ไม่ได้กีฬานั้นๆอย่างเดียวตั้งแต่แรก (ยกเว้นไทเกอร์ วูดส์) พวกเขาลองหลายอย่าง ทำให้ได้สกิลอื่นๆติดตัวมาด้วย สะสม Small Win จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองเพื่อนำไปสู่ Big Win
– ลองทำนิสัยเล็กๆที่เปลี่ยนชีวิต เช่น นั่งสมาธิสั้นๆ ดื่มน้ำทุกชั่วโมง เปิดประตูให้คนอื่น ทำตัวให้แก่ช้าลง Young at Heart โดยการกินอาหารสุขภาพดี ปล่อยให้หิวบ้าง อยู่กับคนต่างวัยบ้าง ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบ้าง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ดื่มด่ำแต่พอดี (ไม่หักโหม) อยู่คนเดียวบ้าง ลองของใหม่ๆ ช่วยเหลือคนอื่นบ้าง มีความสุขกับเรื่องเล็กๆรอบตัวทุกวัน
-เราไม่สามารถหยุดอายุได้ แต่เราเลือกที่จะไม่แก่ได้
-และในการที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง การอ่านหนังสือ หา Input ดีๆเข้าตัว เป็นตัวช่วยที่ดี เพราะโลกเปลี่ยนเร็วเกินไปและโอกาสไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานแบบเดิมๆ
—
Wake Up Call ตื่นเถอะ ตาสว่างเสียที
ช่วงนี้จะสะท้อนให้เราเห็นว่า ที่ผ่านมาเราทำทุกอย่างเพื่อตัวเองมาโดยตลอด ถึงเวลาที่ต้องปรับความคิดอะไรบางอย่างของตัวเราเพื่อให้สังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันดีขึ้นไปด้วย เปรียบเสมือนช่วงค่ำ ก่อนนอนของเรา ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ตื่นมาเจอวันพรุ่งนี้อีกนานแค่ไหน แม้จะหลับตา แต่ใจตื่นอยู่เสมอ เมื่อใช้ชีวิตเรามาดีพอแล้ว ทำสิ่งดีๆเพื่อโลกเท่าที่ทำได้กันเถอะ
คล้ายๆจะบอกว่า ตื่นเถอะ ก่อนที่จะตายกันหมด เพราะ World Economic Forum ประมาณการว่าอีกไม่นาน งานเกินครึ่งบนโลกจะสามารถทำแทนโดยหุ่นยนต์
-งานหลายล้านตำแหน่งจะหายไป เพราะคนทำงานสู้หุ่นยนต์ไม่ได้ ค่าแรงแพงกว่า ต้องมีวันหยุดวันลา ฯลฯ ซึ่งงานเหล่านี้เป็นงานของผู้มีรายได้น้อย อายุน้อย ไม่มีทักษะมากนัก หากสังคมกำลังเดินบนเส้นทางนี้ และการ Reskill คนเหล่านี้เพื่อไปทำงานอื่นที่มีคุณค่าสูงกว่านี้ไม่ได้ ในที่สุดพวกเขาจะกลายเป็น Useless Class ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่รอระเบิดเวลา
-ซึ่งต้นทุนของความไม่รู้สูงจริงๆ และมันไม่ได้เกิดจากการไม่ขวยขวายหาความรู้ แต่เป็นเพราะโอกาสในการเข้าถึงความรู้ไม่เท่าเทียมกัน เป็นปัญหาควาเมหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึกในสังคม
-คนในสังคมควรปรับ Mindset ประเภทที่ว่า คนจนเพราะขี้เกียจ เพราะอย่างที่บอกไปว่ามันเป็นเรื่องของการขาดโอกาส และความแตกต่างทางชนชั้นมากกว่า คนประสบความสำเร็จเพราะเก่ง ขยัน สร้างทุกอย่างด้วยสองมือตัวเอง ซึ่งบางส่วนก็มีจริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งมันมีเรื่องของนามสกุล การศึกษา พื้นที่แถวอยู่อาศัย หรือดวง มาเกี่ยวข้องด้วย
การแก้โจทย์ยากๆ เช่นความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ไปบริจาคเงินก็จบกัน แต่เป็นการสร้างความหวังและความมั่นใจว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้
-องค์กร NGO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่า BRAC ได้ทำกระบวนการที่ใช้เวลากว่าสองปีในการนำพาชีวิตคนที่ มีสถานะ Ultra Poor คือยากจนสุดๆ ให้สามารถใช้ชีวืตด้วยตัวเองได้ โดยการให้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีพเพื่อจะได้ไม่อดตาย มอบสิ่งของที่เป็นสินทรัพย์ในการหาเงิน เช่นเครื่องมือ อุปกรณ์ทำปศุสัตว์ และสอนวิธีการหารายได้จากสินทรัพย์เหล่านั้น สอนวิธีการออมเงิน บริหารเงิน ทำงบรายรับจ่าย และลงทุน และสอนให้กลับเข้าสู่สังคมได้อีกครั้ง
—
สิ่งที่ดีที่พอจะทำได้ในช่วงรอยต่อวิกฤตและกำลังจะก้าวผ่านไปสู่อีกจุดหนึ่ง คือเราต้องมีความหวังต่อไป และพร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง พยายามบาลานซ์สิ่งสำคัญของชีวิตให้ดี และทำให้ตัวเองมีคุณค่าในแบบที่เราพอใจ เคารพรักตัวเอง และเผื่อแผ่ไปให้คนรอบข้าง สังคมด้วย
ขอให้เอนจอยในทุกๆช่วงชีวิตนะ
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
