
102
อ่านแบบโทได สุดยอดเคล็ดลับการอ่านที่ได้มากกว่าแค่ความรู้
โทได เป็นชื่อเล่นของมหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) ซึ่งมีภาพลักษณ์ว่านักศึกษาที่นี่มีไหวพริบ เรียนเก่ง ถ้าเป็นเกาหลีก็เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยโซล เป็นที่อเมริกาก็ Harvard Stanford MIT ข้ามไปอังกฤษก็ Oxford สรุปคือมหาลัยชั้นนำของประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเข้ายากสุดๆ
ผู้เขียน นิชิโอกะ อิสเซ เคยเป็นนักเรียนที่เรียนไม่เก่งตั้งแต่เด็ก คะแนนสอบได้แค่ผ่านเส้นยาแดง อยู่โรงเรียนไม่ได้มีชื่อเสียงมาก แต่นึกอยากสอบเข้าโทไดให้ได้ แม้จะสอบไม่ติดสองรอบ แม้ว่าจะพยายามตั้งใจอ่านหนังสือมากแล้วก็ตาม
แต่สิ่งจำเป็นสำหรับนักศึกษาโทได ไม่ใช่การเพิ่มความรู้ (แค่อ่านหนังสือ) แต่เป็นการฝึกทักษะการคิดและนำไปประยุกต์ใช้ (ไหวพริบ)
ข้อสอบเข้าโทได มักจะเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยมุมมองที่หลากหลาย เช่น นโยบาย XX นี้มีข้อดีดังนี้ แต่จงวิเคราะห์ว่ามีข้อเสียอะไรบ้าง เขียนลงบนกระดาษคำตอบ เป็นคำถามปลายเปิดที่ดูเหมือนง่าย แต่จริงๆแล้วมันต้องใช้ทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และตกผลึกออกมาเป็นมุมมองของเราเอง ซึ่งไม่ง่ายเลย เพราะงานเขียนเราจะโชว์ให้เห็นเลยว่าเรามีความรู้ตื้นลึกแค่ไหน คิดรอบด้านหรือไม่ มีอคติหรือเปล่า ฯลฯ
นักศึกษาโทได (และเจ้คิดว่านักศึกษามหาลัยชั้นนำทั่วโลกด้วย) ชอบการแสดงความเห็น แลกเปลี่ยนมุมมองและถกเถียงกันมาก พวกเขาไม่ได้สักแต่อ่านอย่างเดียว แต่ยังมีการส่งออกข้อมูล ทำให้ไม่ลืมเนื้อหา และสามารถเปลี่ยนข้อมูลเป็นความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้ แม้ว่าจะอ่านหนังสือเยอะ แต่ก็ไม่ลืมเนื้อหาสำคัญ ไม่ใช่เพราะมีความจำดีมาก แต่พวกเขารู้วิธีเปลี่ยนข้อมูลมาเป็นความรู้ทำให้เพิ่มพูนทักษะต่างๆให้ตัวเองได้อย่างเต็มที่
อิสเซ พอรู้แล้วว่าการสอบเข้าโทได ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือให้ได้เยอะๆ เท่านั้น เขาจึงปรับวิธีการอ่านหนังสือ โดยสังเกตจากนักศึกษาโทได ว่าคนเก่งๆเขามีวิธีอ่านอย่างไร และสามารถสรุปมาเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้ มีหลายเทคนิค เช่น
1. ต้องอ่านเชิงรุก ตั้งสมมติฐาน ตั้งเป้าหมายว่าอยากได้อะไรจากเล่มนี้ จะทำให้มีแผนที่ในการอ่านอยู่ในมือ เพราะการอ่านหนังสือ แท้จริงแล้วเหมือนการเดินป่าที่เราไม่รู้ว่าทางออกอยู่ตรงไหน และสามารถทำได้ง่ายที่สุดคือการอ่านปก สายคาด หลังปก สารบัญ พลิกไปมาระหว่างเล่มจะทำให้เข้าใจได้คร่าวๆว่าหนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรกับเรา
2. อ่านแบบนักข่าว (อ่านพร้อมสัมภาษณ์) อ่านไปด้วย ตั้งคำถาม ข้อสงสัยไปด้วย จดโน๊ตไปด้วย
3. อ่านพร้อมกับตรวจสอบ ค้นคว้า ฝึกคิดด้วยตัวเอง จะช่วยเพิ่มทักษะการคิด ทำให้มีมุมมองที่หลากหลาย เราสามารถอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันพร้อมกันสองเล่ม เพื่อเลี่ยงอคติที่แฝงอยู่ของผู้เขียน การทำแบบนี้จะช่วยให้เราไม่เผลอเป็นผู้อ่านเชิงรับ แถมวิธีนี้จะทำให้จำได้นานขึ้นด้วย
4. ยังมีเทคนิคอ่านแบบขนาน เพื่อหาจุดร่วมและจุดต่าง และอ่านแบบสลับ เพื่อหาต้นตอที่ทำให้ความคิดเห็นแตกต่างกัน หรือประเด็นที่ทำให้เกิดข้อถกเถียง
5. เมื่ออ่านแล้ว ต้องสามารถสรุปสั้นได้ว่า เล่มนี้ผู้เขียนต้องการบอกอะไรเรา ถ้าทำไม่ได้แปลว่าอาจยังอ่านไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
6. หนังสือเปรียบเสมือนปลา ที่มีก้างเป็นแกนหลักและเสริมด้วยตัวอย่างและเหตุผล เวลาอ่านจึงต้องแยกก้างออกจากเนื้อให้ได้ ก็จะทำให้เข้าใจประเด็นสำคัญของหนังสือ
7. เมื่ออ่านจบแต่ละบท ทำสรุปสั้นๆไว้ไม่เกิน 140 ตัวอักษร หรือประมาณโพสในทวิตเตอร์ เพราะเมื่อผ่านไป 1 วันคนเราจะลืมข้อมูลกว่า 70% แต่ถ้าเรามีสรุปก็สามารถแวะมาทบทวนได้อย่างรวดเร็วและจำข้อมูลได้
8. ไม่แนะนำให้อ่านเล่มเดิมด้วยเป้าหมายเดิม ลองอ่านหนังสือเล่มเดิม ด้วยเป้าหมายใหม่ ทำแบบนี้จะช่วยให้เห็นแง่มุมต่างๆเพิ่มด้วย เช่น อ่านเล่มนี้ด้วยเป้าหมายที่ว่าอยากเข้าใจว่าการอ่านแบบโทไดคืออะไร ถ้าจะอ่านรอบสอง ก็อาจตั้งเป้าหมายว่า อยากเอาการอ่านแบบโทไดไปใช้ได้จริง ตอนอ่านอีกครั้ง วิธีการอ่านของเราก็จะเปลี่ยนไป
9. การอ่านเหมือนการฟังผู้เขียนพูดอยู่ฝ่ายเดียว แต่ถ้าอยากเอาเนื้อหาจากหนังสือมาใช้ได้ เราควรพูดคุยกับหนังสือด้วย (การสรุป เขียนโน๊ต จัดระเบียบข้อมูล เล่าให้คนอื่นฟัง ฯลฯ เหล่านี้ถือเป็นการพูดคุยกับหนังสือ แม้มันไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่ก็สามารถตอบคำถามให้เราได้)
อิสเซ มีวิธีเลือกหนังสือที่น่าสนใจเลยทีเดียว เขาแนะนำให้เลือกหนังสือที่จำเป็นกับเราในตอนนี้
– เลือกหนังสือขายดี แม้ว่าบางดีอาจไม่ใช่หนังสือดีก็ตาม แต่เพราะหนังสือเหล่านี้มักทำให้เกิดการถกเถียงเยอะ และยังเป็นป้ายบอกทางให้นำไปสู่เล่มถัดไป หรืออีกวิธี เราอาจขอคำแนะนำให้คนรู้จักที่น่าเชื่อถือช่วยเลือกหนังสือให้
– เลือกหนังสือขึ้นหิ้ง ที่ผ่านไปกี่ปีก็ยังมีคนพูดถึงและแนะนำเสมอ เพราะเนื้อหาของหนังสือขึ้นหิ้งคือพื้นฐานของความคิดในปัจจุบัน (ยกตัวอย่างเช่น 1984, Animal Farm ของ George Orwell หรือ How to win friends and influence people ของ Dale Carnegie ) แม้ผ่านมานาน เนื้อหายังคงคลาสสิก และยังใช้ได้จนถึงปัจจุบัน
– เลือกหนังสือที่ให้ความรู้เชิงลึกและกว้าง จะดีกว่าแบบรู้ตื้นและแคบ
– เลือกหนังสือที่ไม่คิดอยากลองอ่าน เพื่อเพิ่มความรู้ด้านอื่นๆที่เราขาดไป โดยจับคู่เอาจากรายการดังนี้
อดีต – อนาคต
สังคม – วิทยาศาสตร์
Fiction – Non-Fiction
ในประเทศ – ต่างประเทศ
หนังสือที่ผู้ชายส่วนใหญ่อ่าน – หนังสือที่ผู้หญิงส่วนใหญ่อ่าน
บทความ – บทวิจารณ์
เลือกมาจับลงกราฟแนวนอน แนวตั้ง แล้วเขียนชื่อหนังสือที่อ่านจบลงไป ก็จะรู้ว่าเราไม่ชอบอ่านแนวไหน ก็ลองเปิดใจอ่านดู อาจจะได้ค้นพบอะไรใหม่ๆที่ไม่คาดคิดมาก่อน
ซึ่งเจ้เห็นด้วย เมื่อก่อนไม่ชอบอ่านแนวอัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญเลย จะขอผ่านตลอด แต่ย้ายมาอยู่กับพี่พีทแล้วเห็นหนังสือแนวนี้ ก็เลยลองอ่านดู กลับชอบซะงั้น ปีที่แล้วได้อ่านประวัติของ Vincent Van Gogh ศิลปินชาวดัตช์ และ Pual Gauguin ศิลปินชาวฝรั่งเศส แล้วชอบมาก ถึงขึ้นตีตั๋วไปเดินดูงานนิทรรศการศิลปะ ทั้งๆที่ปกติไม่ได้มีความรู้ด้านศิลปะมาก่อน
แต่พอได้เดินดูที่งานแล้ว มันอิ่มเอมใจ และรู้สึกว่าใกล้ชิดกับศิลปินเหล่านั้นไปอีกขั้น ทำให้ได้อรรถรสในการเสพงานศิลป์เพิ่มมากกว่าการไม่รู้เรื่องอะไรแล้วไปเดินดูมากๆ
ใดๆ แล้ว แม้ว่าหนังสือจะอัดแน่นไปด้วยเทคนิคการอ่านมากมาย แต่ส่วนบทส่งท้ายของหนังสือกลับเป็นส่วนที่ประทับใจมากที่สุด คือเรื่องเกี่ยวกับ คำถามว่า
คุณเคยเจอ “หนังสือแห่งโชคชะตา” ที่เปลี่ยนชีวิตคุณหรือเปล่า
น่าแปลกที่หนังสือแห่งโชคชะตาของแต่ละคน แทบไม่ซ้ำกันเลย ประโยคหนึ่งในหนังสืออาจโดนใจใครหลายคน และข้อความที่ไม่ได้มีอะไรมากนักอาจทำให้ชีวิตบางคนเปลี่ยนไปตลอดกาล
ดังนั้นอิสเซจึงบอกว่า หนังสือจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับผู้อ่าน บางคนอ่านหนังสือเล่มเดียวกันกับคนอื่น ได้เรียนรู้ 10 เรื่อง แต่กับบางคนอาจไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ทั้งที่อ่านเล่มเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันมากขนาดนี้
หนังสือที่ดีสำหรับเรา อาจเป็นเพราะมันมาถูกจังหวะช่วงชีวิตตอนที่ได้อ่านพอดี
สำหรับเจ้ ถ้าถามว่าเจอหนังสือแห่งโชคชะตาหรือยัง ขอตอบว่า สำหรับปีนี้ 2021 เจอแล้ว 2-3 เล่ม ที่ทำให้ลุกขึ้นมาทำอะไรที่ไม่เคยทำหลายอย่าง ทั้งทำ Output การอ่านหนังสือลงเพจนี้ ทำเวปไซต์ fromyoursis เขียน BUJO ในสมุด เรียนออนไลน์ ฯลฯ
หนังสือที่ว่าก็คือ Atomic Habits, The Power of Output, The Bullet Journal Method ซึ่งทั้งสามเล่มนี้ได้เขียนถึงในเพจนี้แล้ว และหวังไว้มากๆว่าจะได้เจออีกหลายๆเล่มในปีต่อๆไป
แล้วน้องๆล่ะ เจอ “หนังสือแห่งโชคชะตา” แล้วหรือยัง ถ้ายังก็ลองนำเทคนิคอ่านแบบโทไดไปใช้ดู อาจจะได้เจอเข้าสักวัน
ด้วยรักจากเจ้
#fromyoursis
