101 THE POWER OF INPUT

101

THE POWER OF INPUT How to maximize learning ศิลปะของเลือก+รับ*รู้


เป็นอีกเล่มโปรดที่ชอบมากของปีนี้ สำหรับ The Power of Input ซึ่งเป็นภาคต่อจาก The Power of Output โดยจิตแพทย์ ชิออน คาบาซาวะ คนเขียนคนเดียวกัน ซึ่งเจ้เคยเขียนถึงไว้ตอนเริ่มทำเพจนี้แรกๆเลย


คุณหมอคาบาซาวะเป็นอีกหนึ่งนักเขียนอีกคนที่พอเห็นผลงานปุ๊บ ก็หยิบใส่ตะกร้าโดยไม่ลังเล ด้วยความที่ชอบ OUTPUT ตั้งแต่รูปเล่ม สารบัญ และสไตล์การเขียนของคุณหมอ ที่กลั่นจากประสบการณ์จริง ใช้กับตัวเองจริงๆ มีการใช้สีไฮไลท์ข้อความสำคัญๆ มีกราฟ อินโฟกราฟฟิก อธิบายตลอดเล่ม แถมแต่ละบทยังมีการ์ตูนสรุปเนื้อหาตอนท้ายไว้ทวนความจำอีก ออกแบบและวางแผนการทำหนังสือมาดีมาก


เล่มนี้เหมือนเหรียญคนละด้านกับ The Power of Output ถ้า OUTPUT (พูด เขียน ปฏิบัติ) เป็นหยาง เล่มนี้ INPUT (อ่าน ฟัง ดู เรียนรู้) ก็เปรียบเหมือนหยิน ทั้งสองเล่มเหมือนเนื้อคู่ที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผลิตผลที่ออกมามันก็จะไม่มีประสิทธิภาพ


ถามว่า ทำไมต้องพยายามเรียนรู้เรื่อง INPUT ด้วย การอ่าน ดู ฟัง มันก็คือการเรียนรู้ ก็ย่อมดีกับสมองเราอยู่แล้วนิ แต่อย่าลืมว่า โลกยุคนี้ เต็มไปด้วยพายุข้อมูลที่พร้อมจะถาโถมหาเราในแต่ละวัน ทั้งจากทีวี ข่าว เฟสบุ๊ค โซเชียลมีเดียต่างๆ เราอาจคิดว่า ถ้าเราใช้เวลาไถฟีดเฟสบุ๊ค ก็เหมือนได้อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ตกข่าวแล้ว ซึ่งจริงๆแล้ว เราอาจจะคิดผิด



Input คือการบันทึกข้อมูล ถ้าเราใส่ข้อมูลลงสมอง แต่ไม่เก็บเอาไว้ ไม่ถือว่าเป็นการบันทึก (INPUT) มันจะเป็นแค่การปล่อยข้อมูลผ่านเข้ามาและออกไป เหมือนน้ำที่ไหลผ่านตะแกรง

ดังนั้นถ้าถามว่า เมื่อวานที่ไถฟีดเฟสบุ๊ค เจอข่าวอะไรบ้าง ส่วนใหญ่เราจะนึกกันไม่ค่อยออก หรืออย่างมากก็นึกออกไม่กี่เรื่อง ทั้งๆที่เราใช้เวลาอยู่กับมือถือหลายชั่วโมงต่อวัน


INPUT ที่ถูกต้องคือ ใส่ข้อมูล (IN) เข้าไป และวาง (PUT) ไว้ในสมอง


ด้วยปริมาณข้อมูลที่มหาศาลในแต่ละวัน เราจึงต้องมีวิธีในการจัดการกับ INPUT เลือกรับข้อมูล หากเราต้องการพัฒนาตนเองแล้ว อัตราส่วนที่คุณหมอแนะนำคือ สัดส่วน INPUT ต่อ OUTPUT เป็น 3 : 7 ซึ่งถ้าทำสลับกันไปเรื่อยๆ พร้อมกับได้รับ Feedback เพื่อปรับปรุงอยู่เสมอ เราจะเข้าสู่ “บันไดวนแห่งการพัฒนา”


แต่ต่อให้เราทำ OUTPUT เยอะแค่ไหน แต่ถ้า INPUT เราไม่แข็งแรง เราก็จะได้ OUTPUT ที่ไม่แข็งแรงเช่นเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่คุณหมอตั้งใจเขียนเทคนิคส่วนตัวในการเลือกรับรู้ข้อมูลขึ้นมา
ซึ่งกฎพื้นฐานของ INPUT คือ คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ อ่านหนังสือแบบโฮมรันไม่กี่เล่ม (อ่านแล้วค้นพบอะไรใหม่ๆ มีประโยชน์) ย่อมดีกว่าการอ่านแบบสไตรก์ (หนังสือไม่มีสาระให้เรียนรู้)

หลายๆเล่ม การผลิต OUTPUT ที่ดีจึงต้องเริ่มจาก INPUT ทีมีคุณภาพก่อน แล้วปริมาณจะตามมาเอง


กำหนดเป้าหมายการทำ INPUT ก่อน ถ้าอ่าน ฟัง ดู ไปงั้นๆ มันคือ INPUT ปลอม มันคือการฆ่าเวลา ไม่ใช่การทำ INPUT ทางออกคือ อาจจะกำหนด OUTPUT ล่วงหน้า เช่น จะเขียนรีวิว หรือ จะคุย / สอน คนอื่นต่อ


และเลือกเก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ต้องรู้จักทิ้งข้อมูลบางอย่างไว้บ้าง เพราะพื้นที่สมองมีจำกัด เราอาจจะตั้งเสาอากาศความชอบและความสนใจเพื่อเลือกรับข้อมูลเหล่านี้

ซึ่งการทำ INPUT มีหลายแบบ


READ – อ่านให้จำได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
ซึ่งการอ่านคือก้าวแรกของการเรียนรู้ ก่อนอ่านถ้าตั้งOUTPUT ไว้จะทำให้ INPUT ดีขึ้นมาก อ่านได้น้อยเล่มกว่าแต่ทำ OUTPUT คู่ไปด้วยย่อมดีกว่า หรือให้คิดว่าอ่านแล้วต้องรีวิวหรืออธิบายให้คนอื่นฟังจะทำให้ตั้งใจมากขึ้น


อ่านแบบข้ามไปข้ามมาเพื่อจับประเด็นภาพรวม พยายามอ่านหนังสือโฮมรัน (หนังสือในกระแสที่คนพูดถึงเยอะ หรือหนังสือแนะนำที่ร้านก็เป็นตัวเลือกที่ดี)


การอ่านนอกจากจะช่วยให้เรียนรู้และพัฒนาตนเองแล้วยังช่วยแก้ปัญหาได้ด้วย เช่น สมมติว่าเดิมปัญหามี -100 พออ่านหนังสือ อาจจะเหลือ -70 ซึ่งก็ย่อมดีกว่าไม่อ่านแล้วปัญหาก็คงอยู่เท่าเดิม
ว่ากันว่า 95% ของปัญหาบนโลกนี้แก้ได้ด้วยการอ่านหนังสือ


LISTEN– ฟังเพื่อเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง
คุณหมอแนะนำให้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ด้วยการเลือกที่นั่งหน้าสุด เพราะคนนั่งหน้าอาจจะโดนเรียกถาม จึงตื่นตัวและตั้งใจมากกว่าคนนั่งหลังที่สามารถแอบงีบแอบเล่นมือถือได้
ก่อนเริ่มให้เขียนเป้าหมายไว้ว่าอยากได้อะไร เมื่อได้ยินเรื่องนั้นๆจะยิ่งรับข้อมูลได้ดี เวลาฟังให้เงยหน้า และจดเพราะประเด็นสำคัญ (ฟัง 7 : จด 3) และถ้ามีคำถามให้จดไว้ด้วย


พยายามใช้เวลาว่างฟังเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เช่นฟัง Podcast หรือ Audio Book (หนังสือเสียง) ตอนขับรถกลับบ้าน


WATCH – ดูสิ่งต่างๆให้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาตนเอง ฝึกเป็นคนสังเกตรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ดูความเปลี่ยนแปลงของคนใกล้ตัว จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดีขึ้น การสังเกตพร้อมกับถามคำถามจะช่วยให้เปิดโลกให้กว้างขึ้น มันอาจนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ที่มีความเชื่อมโยงกัน
ลองอ่านใจ อ่านสีหน้าคนอื่น เดินเล่นในเมือง ดูหนัง ดูงานศิลปะ ฯลฯ ช่วยให้เราฝึกเป็นคนช่างสังเกตได้

และการทำ INPUT ดูซ้ำ 3 ครั้งในสองสัปดาห์จะทำให้เราจำเรื่องนั้นๆได้
ส่วนเวลาพัก ต้องเคารพการไม่ดู เพื่อพักสายตาจริงๆ ไม่ใช่พักทานข้าวไปดูมือถือไป


INTERNET – ใช้อินเตอร์เน็ตให้น้อยที่สุดแต่มีประสิทธิภาพสูงสุด
สิ่งที่ได้จากอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่คือข้อมูล ส่วนสิ่งที่ได้จากหนังสือหรือบุคคลส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ จำไว้ว่าข้อมูลอ่านฟรีในอินเตอร์เน็ตมีทั้งเพชรและกรวดปนกัน ต้องแยกให้ออก ดังนั้นติดตาม ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ (Curator) ที่เชื่อถือได้เพื่อรับข้อมูลย่อมดีกว่าหว่านแหอ่านไปทั่ว

ฝึกใช้อีเมล์ให้เป็นแยกโฟลเดอร์ ไม่อ่านเมล์ขยะ เช็คเมล์เป็นเวลา

ฝึกใช้เทคนิคค้นหา ช่วยประหยัดเวลาไปมาก

สร้างคลังข้อมูลเก็บไว้ของตัวเอง เซฟเก็บเป็น รูป PDF หรือคลิป ใส่ Folder วันหลังกลับมาค้นก็ง่าย


LEARN – วิธีเรียนที่ดีที่สุดช่วยดึงศักยภาพในทุกด้านออกมา
พบปะผู้คน หากเรามีเวลาพอจะพบคน 100 คน คนละ 1 ครั้ง สู้พบคนที่น่าสนใจ 10 คน คนละ 10 ครั้งจะดีกว่า


หรือจะเป็นการเข้าร่วมชุมชน คุณหมอแนะนำว่าเราควรออกจาก comfort zone ไปเจอคนแปลกหน้าใหม่ๆบ้าง และการเข้าร่วมชุมชนมีโอกาสสูงที่จะได้เจอคนที่เข้ากับเราได้


ยิ่งไปกว่านั้นเราสามารถเรียนตัวต่อตัว เรียนจาก Mentor ผู้รู้ ความเจ็บป่วย ประวัติศาสตร์ สอบวัดระดับ สอบวัดคุณวุฒิ เรียนภาษาใหม่ เรียนปริญญาโท/เอก เดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ สังสรรค์ กินของอร่อย เรียนทำอาหาร (ฝึกสมอง ฝึกการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน)


หรือเรียนจากสันทนาการ เช่น Netflix TV Youtube Game มือถือ แต่ต้องเรียนแบบที่เราเป็นผู้กระทำ (จดจ่อ ตั้งเป้าหมาย เข้าสู่ภาวะลื่นไหลได้ง่าย กิจกรรมที่ลงทุนให้ตัวเอง) ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ (ไม่จดจ่อ ทำลายสมาธิ ไม่นำไปสู่การพัฒนา เป็นแค่กิจกรรมฆ่าเวลา)


ADVACNED – การเพิ่มขีดความสามารถในการ INPUT
พยายามทำ OUTPUT หลัง INPUT ทันทีเพราะสดใหม่ที่สุด เช่นเขียนรีวิวหนังที่เพิ่งดู หนังสือที่เพิ่งอ่านจบ สรุปใจความหลังจากประชุม ฯลฯ ลองเปลี่ยนสถานที่ทำ INPUT ไปเรื่อยๆ หาสาถานที่ๆทำให้เราตั้งสมาธิได้หลายๆแห่ง


เทคนิคที่ว้าวประทับใจมากคือ การสร้างห้องสมุดสำหรับใส่ข้อมูลในสมอง โดยใช้ Mandala Chart ซึ่งจะสามารถแบ่งแยกได้ 8 หัวข้อใหญ่และ 64 หัวข้อย่อย เอามาพล็อตลงตารางที่ 9 ช่องแบบ 3 X 3 เวลาต้องการใช้งานก็จะนึกออกได้รวดเร็วเพราะมีผังห้องสมุดข้อมูลอยู่ในหัว


ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าโลภที่จะเรียนรู้มากไป เพราะสมองจัดการข้อมูลได้คราวละ 3 เรื่อง ให้ใช้กฎ 3+3 คือ ค้นพบ 3 เรื่อง เขียน To Do 3 เรื่อง นำไปปฏิบัติ คุณหมอยังบอกอีกว่า 15 นาทีก่อนนอนคือเวลาทองของความจำ อยากจำอะไร ทำตอนนี้แล้วเข้านอนเลยจะจำได้ดีกว่า


นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาความสามารถในการจดจำโดยการออกกำลังกาย จะแบ่งย่อยยังไงก็ได้ ให้สัปดาห์นึงรวมๆแล้วได้ออกกำลังมากกว่า 2 ชั่วโมง


จิตใจและสมองเราถูกสร้างจาก INPUT เมื่อ 10 ปีก่อน ดังนั้น จงทำ INPUT ที่จำเป็นเพื่อ ตัวเราที่อยากเป็น ในอีก 10 ปีข้างหน้า


เมื่ออ่านครบทั้ง OUTPUT & INPUT เจ้ยกให้ทั้งสองเล่มเป็นสารานุกรมของการพัฒนาตัวเอง เทคนิคเป็นร้อยๆที่คุณหมอสั่งสมจากประสบการณ์ในอดีตเป็นสิบๆปี เขียนเป็นหนังสือออกมา เอาไปใช้ได้จริงแทบทั้งสิ้น


ไม่บ่อยนักที่จะเจอมนุษย์ที่มีความ Productive โหดๆ มาแบ่งปันเคล็ดลับหมดเปลือกขนาดนี้ ถ้ามีเวลา ไม่อยากให้พลาดเล่มนี้เลย


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น