
100
Creative Blindness ภาวะสมองบอด (พร้อมวิธีรักษา)
เล่มนี้ซื้อเพราะปราดตาไปเห็นชื่อคนเขียน Dave Trott ผู้เคยฝากงานเขียนเล่มที่เจ้ชอบมาแล้วใน One Plus One Equals Three จึงไม่ลังเลหยิบติดมือมาด้วย และเป็นอีกครั้งที่ไม่ผิดหวังเลยจริงๆกับงานเขียนสุดจะครีเอทีฟของนักคิดและนักโฆษณามือดีในระดับตำนานคนนี้
การเขียนของ Dave Trott เป็นสไตล์เฉพาะตัว ทรงพลัง กระชับ เนื้อเน้นๆ ไม่เยิ่นเย้อ อ่านไปก็ว้าวไป ช่างสรรหาเรื่องที่มีมุมมองแปลกๆมาเล่าได้เก่งจริงๆ เล่มนี้พาเราไปรู้จักความคิดสร้างสรรค์ซึ่งแท้จริงแล้วคือสิ่งที่มีชีวิตชีวาที่เกิดขึ้นได้รอบตัวเราอยู่ทุกวัน
เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าความคิดสร้างสรรค์นับเป็นแต้มต่อที่เหนือชั้นที่สุดที่จะหยิบเอามาใช้เพื่อเอาชนะคู่แข่งได้อย่างใสสะอาด ถ้าเราไม่มีแต้มต่อ ก็ต้องเอาความคิดสร้างสรรค์เข้าสู้
ในเล่มแบ่งออกเป็น 7 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1. ความคิดสร้างสรรค์ในจุดที่คาดไม่ถึง
2. การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
3. ผลลัพธ์ของการคิดอย่างสร้างสรรค์
4. ความคิดสร้างสรรค์ที่ใช้ได้จริง
5. เรื่องเหลือเชื่อของความคิดสร้างสรรค์
6. ภาพลวงตาของการสร้างสรรค์
7. การคิดสร้างสรรค์ในชีวิตจริง
โดยแต่ละส่วนจะมีบทย่อยๆ ตั้งแต่ 9-14 บทแทรกอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องสั้นอ่านจบใน 3 หน้า ไม่ต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้อ่านจบได้สบายๆ ในเวลารวดเร็ว นี่เป็นการเขียนที่ฉลาดมาก ทำให้สมองคนอ่านไม่ล้าจนเกินไป
แต่สาระความรูยังจัดเต็มอัดแน่นไปด้วยความว้าวของเรื่องราวที่สรรหามาเล่า
ตัวอย่างเช่น วิธีเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐหันมาสนใจหลุม บ่อ ตามถนนที่ร้องเรียนไปเท่าไหร่ ไม่มีเจ้าหน้าที่มาจัดการเสียที จึงลองหาทางออกโดยให้คนไปพ่นกราฟฟิตี้เป็นรูปอวัยวะเพศชายบนหลุมบ่อเหล่านั้น ไม่นานหน่วยงานรัฐก็จัดการซ่อมแซมให้เสร็จสรรพ เพราะรัฐยอมให้มีอุบัติเหตุได้ แต่ไม่ยอมให้มีรูปกราฟฟิตี้น่าเกลียดเต็มเมือง
ก็เหมือนกับโฆษณาธรรมดาๆที่ไม่สร้างอิมแพคอะไร คนก็ไม่จดจำ แต่ถ้าโดดเด่นขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือไม่ดี ย่อมได้รับความสนใจ เหมือนล้อจักรยานที่กว่าจะถูกหยอดน้ำมัน ต้องรอให้มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดก่อน
ยังมีอีกหลายสิบเรื่องที่จุดประกายความปิ๊งแว้บ ว่าจริงด้วย ทำไมฉลาดแบบนี้นะ นึกไม่ถึงเลย คุ้มค่าจริงๆที่ได้เสียเวลาอ่าน
Dave Trott ทำให้เข้าใจว่า เราไม่จำเป็นต้องทำงานในแวดวงโฆษณาเพื่อที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ บางครั้งเรื่องเหล่านี้เกิดจากการพลิกมุมมองของคนธรรมดาๆทั่วไปนั่นแหละ
ความคิดสร้างสรรค์จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอย่างที่หลายคนในวงการครีเอทีฟ โฆษณาพยายามจะทำให้ดูเป็นเช่นนั้น
การคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่การพัฒนาทางออกที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น แต่เป็นการพิจารณาสิ่งที่มีอยู่และมองหาแง่มุมที่คนอื่นมองข้าม ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ เราก้ต้องรู้จักโยนแนวคิดเดิมๆทิ้งไปบ้าง ถึงจะเริ่มเห็นทางออกใหม่ๆ ดังที่ เดวิด โอกิลวี่บอกไว้ว่า กลยุทธ์ที่ดีเกิดจากการตัดใจโยนบางสิ่งทิ้งไป
น่าเสียดายที่หลายคนคิดว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความฉลาดคือความซับซ้อน แต่คนที่ปราดเปรื่องรู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งนั้นคือความเรียบง่าย เพราะความเรียบง่ายมันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราก้ามข้ามผ่านความซับซ้อนไปได้
—
ถ้าตอนทำงาน ได้เจอคนเก่งๆ นับว่าเป็นโชคดี เพราะเราจะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพวกเขา แต่ถ้าไม่เจอ ก็ไม่ต้องคิดน้อยใจไป หาเอาจากการอ่านหนังสือนี่แหละ อย่างเล่มนี้อ่านแล้วเหมือนได้เรียนรู้วิธีคิดของนักโฆษณามือฉมังหาตัวจับได้ยาก มันพอจะช่วยเปิดโลก เปิดกรอบความคิดสร้างสรรค์ให้เราได้บ้างอยู่
อย่ามัวแต่รอคอยให้คนอื่นช่วยเรา แต่จงพึ่งพิงตัวเองเพื่อตัวเองให้มากที่สุดก่อนจะไปขอร้องคนอื่น ลองเค้นความคิดสร้างสรรค์ เปิดตา เปิดใจ เปิดสมองของเราด้วยตัวเอง สู้ให้สุดตัวดูก่อน ด้วยภาวะคับขัน มักจะเค้นให้เราคิดไอเดียอะไรดีๆได้บ่อยๆ
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
