099 Wabi Sabi แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต

099


WabiSabi วะบิซะบิ แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต


หนังสือขนาดกะทัดรัด สูงเท่าโทรศัพท์มือถือ แม้จะหนาถึง 432 หน้า แต่ก็กระชับมือพกติดตัวไว้อ่านนอกบ้านสะดวกดี รูปเล่มปกสวย เรียบง่าย และ ธรรมดา สะท้อนปรัชญาวะบิ ซะบิ ได้อย่างดี
เล่มนี้เพื่อนรักเจ้ที่มหาลัย “แพท” ส่งมาให้อ่าน เพราะว่าอินในความเป็นวะบิ ซะบิ จึงพบว่าคนให้ช่างเป็นคนที่มีรสนิยมในการใช้ชีวิตดีจริงๆ


ระยะหลังมานี้ เจ้เห็นมีหนังสือแนวปรัชญาการใช้ชีวิตจากหลากหลายประเทศตามแผงหนังสือ เช่น

ซิสุ (ฟินแลนด์) ใช้ชีวิตด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยเราอาจต้องปรับวิถีชีวิตของเราบ้างเพื่อท้าทายซิสุ เช่น ลุกไปออกกำลังกาย อดใจไม่กินของหวานๆที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เป็นต้น


ฮุกกะ (เดนมาร์ก) การเลือกที่จะอยู่ดีมีสุข เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อมได้ จึงต้องสร้างบรรยากาศและทำสิ่งที่ชอบด้วยตัวเอง ให้ความสำคัญกับความสุขชั่วขณะที่เป็นอยู่


ลากอม (สวีเดน) ความพอดีในการใช้ชีวิต ไม่มากไป ไม่น้อยเกินไป


อิคิไก (ญี่ปุ่น) ความสุขในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องหาให้เจอเอง จากส่วนผสมสี่อย่าง คือ สิ่งที่รัก สิ่งที่ทำได้ดี สิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งที่สร้างรายได้ ถ้าหาเจอ เราก็จะพบความหมายของการมีชีวิตอยู่ ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร


และเล่มนี้ วะบิ ซะบิ (ญี่ปุ่น) ที่เจ้อ่าน เป็นเวอร์ชั่นเขียนโดย Beth Kempton เบท เคมป์ตัน ชาวอังกฤษที่ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นกว่า 20 ปี หลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จึงได้ศึกษาเรื่องนี้จนมีความเข้าใจความเป็นญี่ปุ่นอย่างถ่องแท้ ลึกซึ้งชนิดหาตัวจับได้ยาก



วะบิ ซะบิเป็นปรัชญาเก่าแก่ที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมายาวนาน อ่านจบก็ยังนิยามความหมายของวะบิ ซะบิ ออกมาแบบชัดๆไม่ได้เสียทีเดียว

รู้แต่ว่า วะบิ ที่เกี่ยวกับความงามในความเรียบง่าย กับ ซะบิ ที่เกี่ยวกับ กาลเวลาที่ล่วงเลยไป ทำให้ทั้งเติบโตขึ้น หรือเสื่อมสลายลงไป


พอมารวมกันเลยให้ความหมายประมาณว่า การยอมรับและชื่นชมต่อธรรมชาติสรรพสิ่งที่ล้วนไม่เที่ยง ไม่สมบูรณ์ ไม่เสร็จสิ้น

ซึ่งใช้ได้กับทุกเรื่อง ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องงาน


มันคือการสูดหายใจลึกๆ แล้วผ่อนออกมา เป็นความรู้สึกชั่วขณะที่เรายินดีอย่างแท้จริง วะบิ ซะบิ จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากการตั้งมั่นในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ใช้เวลาในการใส่ใจ และอิ่มเอมไปกับมัน

ซึ่งภูมิปัญญาเก่าแก่โบราณอย่างวะบิ ซะบิ เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของเราทุกคนในปัจจุบัน ไม่ว่าชีวิตจะยุ่งเหยิงหรือว่างเปล่าแค่ไหน แต่ถ้าเข้าใจวะบิ ซะบิ เราก็จะอยู่อย่างมีความสุขได้


ฤดูกาลที่ผ่านไปเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราไม่ต้องโหมทำงานตลอดเวลา ทุกการผลักย่อมมีการดึงกลับมา มีขยายก็มีหด ทุ่มเทได้ก็ต้องมีเวลาพักผ่อนด้วย เมื่อมีเวลาสร้างสรรค์ผลงาน ก็ต้องมีเวลาแสวงหาแรงบันดาลใจ ได้ยินเสียงอึกทึกก็จะทำให้เรารู้ซึ้งถึงความเงียบสงบเมื่อมันเงียบลง มีขึ้นก็มีลงเสมอ เมื่อย่ำแย่ก็แค่ชั่วขณะ เมื่อผิดพลาดก็เรียนรู้ที่จะแก้ไข


เราแค่ต้องผ่อนคลายกับความไม่เที่ยงและปรับตัวให้เข้ากับจังหวะตามธรรมชาติเท่านั้นเอง
วะบิ ซะบิ ไม่ได้เป็นปรัชญาแนว Loser ที่ปล่อยวางกับชีวิตที่ล้มเหลว แต่ให้มองว่าความล้มเหลวทำให้เราอดทนมากขึ้น และถ้าจะล้มก็ให้ล้มไปข้างหน้า แบบมีพัฒนาการ ไม่ใช่ล้มแบบตกลงมา

เมื่อเลิกพยายามจะสมบูรณ์แบบ เราก็จะไม่มองความล้มเหลวว่าเป็นความล้มเหลวอีกต่อไป มันก็แค่จังหวะหนึ่งของธรรมชาติเท่านั้นเอง


ถ้าเราเข้าใจว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ จะทำให้เรามองคนอื่น คนรอบข้างด้วยหัวใจเดียวกัน ไม่ตัดสินพวกเขาด้วยความคิดของเราเอง หากใครทำอะไรขัดใจก็แค่ปล่อยวาง ยอมรับสิ่งที่เขาเป็นและเตือนใจว่ายังมีเรื่องอื่นสำคัญกว่า ใส่ใจกับความคิดคนอื่นให้น้อยลง และกำหนดย่างก้าวของเราเอง

เป็นการมอบความกรุณาในการประคับประคองความสัมพันธ์ และเมื่อมีความกรุณาในใจ ก็จะช่วยให้ประสบการณ์ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีขึ้น
รวมไปถึงการสื่อสารก็ดีขึ้นด้วย เพราะหลักของวะบิ ซะบิ คือเราสื่อสารความรู้สึก แต่ไม่ตอกย้ำความรู้สึก เราอธิบายความเครียด ความกังวล ความประหม่า ของเราได้โดยที่ไม่ต้องตะคอก โวยวาย ขึ้นเสียงใส่คนฟัง



เรายังอยู่ในวัยที่คนในวัยเดียวกันมีแต่ความเร่งรีบและสายตาที่มองหาอนาคต หรือไม่ก็จับจ้องที่หน้าจอมือถือ หรือกำลังหมกมุ่นกับชีวิตคนอื่น ถ้าเราไม่ดึงตัวเองกลับมา เราจะพลาดโอกาสที่จะหยุดและเก็บชั่วขณะอันงดงาม พลาดที่จะเจอกับวะบิ ซะบิของเราไป
ในฐานะที่ยังอยู่ในวัยทำงาน เจ้ชอบ วะบิ ซะบิ ในด้านการงานเอามากๆ เพราะสะดุดใจกับคำถามสำคัญที่ว่า


“ถ้ายกเรื่องอาชีพออกไปจากตัวคุณ เราจะพบอะไรได้อีก”


มันกระตุกต่อมความสงสัยให้ตื่นรู้ว่า จริงด้วย ถ้าไม่มีงาน เราจะเป็นอะไรได้บ้างนะ หรือเราไม่ได้เป็นอะไรเลย … ถ้านึกไม่ออกเลย คงต้องหาเวลาให้เรื่องอื่นๆนอกเหนือจากงานบ้างแล้วแหละ


จำไว้ว่า ชุดทักษะของเราอาจไม่ได้มีไว้เพื่อทำงานใดงานหนึ่งตลอดไป เพราะอาชีพใดๆก็อาจไม่จีรังยั่งยืน ทุกอาชีพก็มีเวลาของมัน อีกหน่อยอาจต้องเปิดทางให้อาชีพใหม่ๆ เพราะคนเราในแต่ละยุคสมัย ย่อมมีความต้องการที่ต่างกันออกไป เมื่อคิดแบบนี้ได้ เราก็จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า


ลองเก็บไปคิดดูเล่นๆว่า ถ้าอายุสัก 60-70 ปี เรายังอยากทำงานที่ทำอยู่ตอนนี้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ แล้วพอจะมีงานอะไรที่เหมาะกับชีวิตช่วงนั้นบ้าง



วะบิ ซะบิ สอนให้โอบกอดชีวิตที่สุกงอมไปตามวัฎจักรชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปไล่ล่าโกงอายุขัยที่ร่วงโรยไปตามธรรมชาติ ตระหนักรู้ว่าตัวเราไม่เที่ยง คนที่เรารัก และสรรพสิ่งในโลกก็เช่นกัน เพราะความจริงข้อนี้ทำให้ชีวิตที่มีเวลาเหลือเท่านี้จึงมีค่ายิ่งนัก


คำโปรยปกหลังเขียนไว้ว่า ถ้าไปถามคนญี่ปุ่น ว่าวะบิ ซะบิ คืออะไร แทบไม่มีใครตอบได้ตรงๆ บอกได้แค่ว่ามันลอยอยู่ในสายลม เร่าร้อนอยู่ในแสงแดด สดชื่นอยู่ในซากุระบาน และตรึงใจอยู่ในใบเมเปิ้ลเหี่ยวๆ


คำตอบช่างดูจับต้องไม่ได้ ซึ่งก็จริง เรื่องแบบนี้ต้องใช้ใจสัมผัสถึงจะรู้สึก


เจ้คิดว่า คำตอบเหล่านั้นมันเป็นคำเปรียบเปรย เพราะวะบิ ซะบิ หาเจอได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่เราหยุดเพื่อใช้เวลาและปัญญาญาณละเลียดความสุข หรือความทุกข์ตรงหน้า ด้วยความเข้าใจว่าสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง เมื่อนั้นเราจะค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่เอง


ถ้าเจอวะบิ ซะบิ แล้ว ก็มาเล่าให้ฟังกันบ้างนะว่ามันเป็นยังไง


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น