097 Untamed อย่ายอม

097


Untamed อย่ายอม


ถ้ารู้สึกว่ามีบางสิ่งในชีวิตขาดหายไป รู้สึกว่าลึกๆแล้วทุกอย่างน่าจะต้องดีกว่านี้ อาจเป็นเพราะเราขังตัวเองในกรงที่มองไม่เห็นอยู่ก็เป็นได้


ไม่บ่อยนักที่เราจะได้อ่านหนังสือที่ผู้เขียนกะเทาะเปลือกตัวเองออกให้คนอ่านได้เห็นเนื้อในทะลุปุโปร่งขนาดนี้


ผู้เขียนเล่มนี้คือ เกลนน็อน ดอยล์ (Glennon Doyle) นักเขียนชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จพอตัว มีชื่อเสียง มีฐานะดี มีงานที่รักและมั่นคง มีครอบครัว มีลูกๆที่น่ารัก 3 คน ดูเผินๆก็เป็นชีวิตคนปกติที่มีดีในตัวทั่วไป


แต่เหมือนว่า ในความปกตินั้น เกลนน็อน รู้ดีในใจลึกๆว่า มันไม่ใช่ กระสับกระส่าย สับสนกับทางเดินของชีวิตตัวเองเสมอว่า การมีชีวิตที่คนอื่นมองว่าก็ดีแล้วนิ มันดีกับตัวเธอจริงๆหรือ เกลนน็อนบอกว่า เธอเป็นทุกสิ่งที่ผู้หญิงทั่วโลกใฝ่ฝัน ยกเว้นเป็นตัวเอง


เมื่อเกิดคำถาม ความสงสัย ก็นำมาซึ่งคำตอบที่อ่านได้จากในหนังสือ Untamed อย่ายอม
และเมื่อรีดเค้นทุกประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอ ตกผลึกจนออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ เกลนน็อน ได้รู้ซึ้งถึงหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” อย่างแจ่มแจ้ง จนเป็นที่มาของคำโปรยหลังปกว่า

“ชีวิตนี้เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว ฉันจึงเลิกถามหาหนทางชีวิตจากคนอื่น เพราะพวกเขาไม่เคยมาที่นี่” และเริ่มออกแบบชีวิตใหม่


เอาเข้าจริง พออ่านจบ มันก็ลังเลหน่อยๆว่าจะชอบ หรือ ไม่ชอบดี เมื่อดูโดยภาพรวมแล้ว มันก็เหมือนได้อ่านประวัติหรือไดอารี่ของคนๆหนึ่งว่าก้ามข้ามความกลัวที่จะมีชีวิตที่ต้องการจริงๆได้อย่างไร


แต่จะบอกว่าเป็นแนวไดอารี่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะ Timeline ชีวิตคนเขียนก็ไม่ได้ปะติดปะต่อกัน มันข้ามไปข้ามมา ประหนึ่งว่าวางโครงเรื่องว่าจะเขียนประมาณนี้ หัวข้อแบบนี้ แล้วก็จับเอาเรื่องราวในชีวิตที่เข้ากับหัวข้อเล่าเรื่องลงไป สไตล์การเขียนเป็นแบบอ่านสบายๆ เหมือนอ่านสิ่งที่เพื่อนกำลังเล่าให้ฟัง ไม่ต้องหยุดคิดวิเคราะห์ ย่อยข้อมูลอะไรมาก


แต่ยังไงก็ตาม ก็ต้องนับถือใจคนเขียนที่กล้าตีแผ่ชีวิตตัวเองไว้เป็นเหมือน Case Study ให้คนอ่านว่าอย่าเชื่อง อย่ายอมจำนน ในการใช้ชีวิตมากนัก ไม่ง่ายเลยนะที่จะเขียนเรื่องราวด้านที่ไม่สมบูรณ์ของตัวเองออกมา



แต่สิ่งที่ประทับใจ จนคิดว่าคงเสียดายถ้าไม่ได้เขียนถึง คือวิธีคิดในการเลี้ยงลูกของเกลนน็อน ว่าพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องสละความสุขในการเป็นตัวเองเพื่อให้ลูกเจริญรอยตามก้ได้ ไม่ต้องเป็นแบบอย่างเรื่องความเสียสละความสุขเพื่อให้ลูกๆทำตามเมื่อโตขึ้น แต่เป็นตัวอย่างที่สามารถทำในแบบที่ตัวเองต้องการจริงๆ เพื่อต่างคนต่างมีชีวิตที่สร้างขึ้นเอง ใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อตัวเอง ไม่ต้องใช้ชีวิตเพื่อพ่อแม่เสมอไป


และเรื่องสำคัญอีกอย่างคือ อย่าขโมยช่วงเวลาน่าเบื่อไปจากลูก โดยการยื่นมือถือ หรืออุปกรณ์แก้เบื่อ ฆ่าเวลาให้พวกเค้า เพราะนั่นหมายถึง เรากำลังเลี้ยงดูศิลปินรุ่นใหม่ที่เริ่มไม่ยอมวาดภาพ นักเขียนที่ไม่ยอมเขียน พ่อครัวแม่ครัวที่ไม่เคยทำครัวเลอะเทอะ นักกีฬาที่ไม่เคยได้ซ้อม นักดนตรีที่ไม่คิดจะหยิบเครื่องดนตรีมาซ้อม


ซึ่งเห็นด้วยมากว่า หลายคนฆ่าความเบื่อด้วยการไถมือถือ จากนี้ก็ลองใหม่ ทุกครั้งที่เบื่อ ลองไม่พึ่งมือถือเป็นหลัก แล้วหันไปหากิจกรรมอื่นๆทำแทน



ถ้าถามว่า แล้วจะทำอย่างไรถึงจะออกจากกรงแบบเกลนน็อนบ้าง เธอก็ให้แนวทางมาดังนี้
จงรู้สึกทุกสิ่ง ทุกอย่าง เปิดรับทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะดี ร้าย สุข ทุกข์ เศร้า ทรมาน และอยู่นิ่งๆ ยอมให้ตัวเองถูกเผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน จินจนาการถึงชีวิตที่อยากเป็น ก่อนฟื้นคืนชีพ


การรับมือกับความเศร้าโศกคือการยอมจำนนต่อมันโดยสิ้นเชิง การจะมีชีวิตอีกครั้ง คือเราต้องปล่อยให้ตัวเองตายอย่างสมบูรณ์ แล้ว Reborn เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ หลุดจากพันธนาการของสังคม เพื่อให้ได้ชีวิตที่ต้องการเป็น


ซึ่งเรื่องของเกล็นนอนคือ กล้าที่จะหย่ากับสามีที่นอกใจ แล้วไปแต่งงานกับผู้หญิงที่หลงรัก โดยที่ประคับประคองจิตใจให้ลูกๆยอมรับได้ว่า พ่อกับแม่หย่ากัน แต่ยังคงเป็นครอบครัวกันเหมือนเดิม และจะมีแม่เพิ่มมาอีกคน เป็นครอบครัวที่เธอสร้างขึ้นมาใหม่ แม้จะไม่เป็นไปตามแบบฉบับที่คนส่วนใหญ่ทำกัน


เลิกใช้ชีวิตตามใบสั่ง ทิ้งมันไปซะ แล้วใช้ชีวิตแบบให้เกียรติตัวเอง


อ่านแล้วก็ได้รู้ว่า ต่างคนต่างมีปัญหาของตัวเอง อยู่ที่ใครจะรับมือและข้ามผ่านไปยังไง ซึ่งเกล็นนอนก็ใช้วิธีของเธอ ที่ว่าทุกครั้งที่เลือกว่าจะทำให้คนอื่นผิดหวังหรือตัวเองผิดหวัง จงเลือกทำให้ผู้อื่นผิดหวัง


แต่ถ้าเป็นเรื่องของเรา คงต้องพิจารณาเอาเองว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่ ซึ่งเจ้คงบอกไม่ได้ทุกเรื่องว่าควรทำหรือไม่ทำอย่างไร แต่ให้คิดเอาเองว่า ทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองในอนาคตจะไม่เสียใจเมื่อมองกลับมา


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น