
095
ความหลัง ที่ติดอยู่ในใจ
ว่ากันว่า คนเราใช้เวลากว่า 95% ของสมอง คุร่นคิดถึงอดีต และกังวลเกี่ยวกับอนาคต ทั้งที่เราต่างอยู่กับปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่พลังงานของเราจะถูกสูบจนเหือดหายไวนัก
แต่ว่าคนเรายิ่งโต อดีตก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย จนบางทีเราอาจต้องเลือกเก็บแค่บางอันใส่ลิ้นชักในใจ ไม่สามารถจะแบกทุกอย่างในอดีตเอาติดตัว ใส่สมอง ใส่หัวใจ ไปด้วยได้
การทำเช่นนั้น ทำให้บางทีเราก็หลงลืมอะไรบางอย่างที่หล่อหลอมความเป็นเรา ที่มีความหมายมากๆ กับชีวิตเราไปโดยไม่รู้ตัว
—
2-3 สัปดาห์ก่อน เจ้ไปบ้านดูบัว ครั้งแรกในรอบหลายเดือนเพราะมีโควิดเลยเว้นไปนาน ทุกทีที่ไปดูงาน เช็คความเรียบร้อย เคลียร์งานเสร็จ ไม่เคยจะแวะไปเอแบค มหาลัยที่เจ้เรียนตอนปริญญาตรี ซึ่งอยู่ห่างกันไม่ถึง 6 กิโล ในซอยเดียวกันเลย อาจเป็นเพราะทุกครั้งที่ไปดูบัวคือจะมีธุระต่อ พอเสร็จก็ตรงดิ่งกลับทันที ครั้งสุดท้ายที่ไปมหาลัยคือวันแต่งงานของเจ๊ป้า (เจ๊เบล) ปี 2017 แต่ก็ไปแค่ตรงสถานที่จัดงานแล้วกลับเลย คงไม่นับว่าเป็นการไปเยี่ยมมหาลัยสักเท่าไหร่
แต่เมื่อเร็วๆนี้ เป็นครั้งแรกที่เจ้ตัดสินใจแวะเข้ามหาลัยเพราะอยากเข้าห้องน้ำ (เดี๋ยวนี้ขากลับจะเข้าไปในซอยออกทางซอยตรงข้ามเอแบคที่ทะลุไปถนนบางนาตราดอีกฝั่งเลยโดยไม่ต้องกลับรถ)
พอขับเข้ามหาลัยไป ผ่านป้อมยาม จนถึงสะพานลงเนินมาเจอก้อนหินสีทอง มองภาพที่อยู่ตรงหน้าแล้ว บรรยากาศรอบข้างก็สงบลง จากที่ฟังเพลงมาตลอดทาง ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนั้น เจ้เปิดหน้าต่าง ค่อยๆขับช้าๆ ละเมียดละไมวิวข้างทางไปเรื่อยๆ แบบเอื่อยๆ ความอยากเข้าห้องน้ำหายไปชั่วครู่ แต่แทนที่ด้วยความตื่นตา ตื่นใจ ที่ได้กลับมามหาลัยอันเป็นที่รักอีกครั้ง

สมัยเจ้เรียน ที่นี่เต็มไปด้วยนักศึกษา เดินกันขวักไขว่ทั่วพื้นที่ ยิ่งช่วงที่ไม่ได้อยู่หอแล้วต้องขับรถมาเรียน ซิ่งทุกเช้า เพราะกลัวที่จอดเต็มและต้องจอดไกลจนไปเรียนสาย
วันนั้นเลยเป็นวันแรกที่ไม่ต้องขับซิ่งด้วยความรีบร้อน เจ้ขับไป จอดรถไป ลงเก็บภาพบรรยากาศมหาลัยที่เงียบสงบ
นึกแล้วก็อดใจหายไม่ได้ สมัยก่อนมหาลัยพลุกพล่านมาก ที่จอดรถคือต้องแย่งกันจอด วุ่นวายทั้งรถเข้ารถออกทั้งวัน ไหนจะวิ่งขึ้นรถรางให้ทัน เด็กนักศึกษาหน้าตาดีก็เดินกันให้ทั่ว แต่วันนี้ทุกอย่างเงียบสงัด ไม่รู้ว่าเพราะโควิดหรือว่าเพราะจำนวนนักศึกษาน้อยลงกว่าเมื่อก่อน
—
ความทรงจำในวัยเรียน อาจจะจำได้ไม่หมด มากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ชัดเจนในความรู้สึกว่า การได้ใช้ชีวิต 4 ปีในนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ได้เรียนหนังสือในสภาพแวดล้อมที่พร้อมมาก เจอเพื่อนฝูงดีๆ เจออาจารย์เก่งๆ ได้ใช้ชีวิตเด็กหอครั้งแรก ได้ขับรถไกลๆครั้งแรก ได้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยได้ทำตอนอยู่บ้าน
หลังจากเรียนจบ ก็ทำงาน เดินหน้าตลอด ไม่เคยหันหลังกลับมาเยี่ยมเยียนมหาลัยจริงๆจังๆอีกเลย วันนี้เลยนับว่าเป็นวันที่ดีมากๆ ที่ได้มาระลึกความหลัง
อยากขอบคุณทุกๆคน ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง รุ่นเดียวกัน ที่ผ่านเข้ามา รู้จักกัน ทั้งสนิทกัน และทั้งที่ห่างหายกันไป จำหน้าจำชื่อกันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หรือคนที่อยากจะเป็นรู้จักกันไปตลอดแต่วันเวลาทำให้ต้องปล่อยมือจากกันไป
ไม่ว่าตอนนี้พวกเค้าเหล่านั้นจะทำอะไรอยู่ที่ไหน มีชีวิตที่ดีกันทุกคนหรือไม่ ก็อาจไม่สำคัญเท่ากับว่าครั้งหนึ่งเราทุกคนล้วนเป็นศิษย์เก่าที่นี่ ใช้เวลา 4 ปีด้วยกัน ณ สถานที่แห่งนี้ ทุกความทรงจำ จึงมีความหมาย เมื่อเราคิดถึงมันได้โดยไม่ได้ลืมมันไป
—
พอขับมาถึง AU Mall เป็นที่ๆมีร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ สะดวกซัก โรงอาหาร คาราโอเกะ แหล่งบันเทิงพักผ่อนหย่อนใจเล็กๆของนักศึกษา เจ้ก็จอดรถแวะเข้าห้องน้ำ และเดินเท้าเข้าไปสำรวจโซนหอพัก ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในห้อง 1251 ชั้น 12 แม้จะขึ้นไปไม่ได้ แต่อยู่ข้างล่างก็สุขใจแล้วที่ได้กลับมา
วันนั้นไม่มีคนเลย และโชคดีที่ไม่มีแดด มีแต่ลมจางๆทำให้ไม่ร้อนเลย เจ้เดินไปเรื่อยๆ จนมานั่งพักตรงสนามบาสตรงกลาง นั่งมองตึก มองหอนาฬิกา มองต้นไม้ มองท้องฟ้า อยากจำความรู้สึกนี้ไว้นานๆ
ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกว่า การมีขึ้นก็ต้องมีลง มีพบก็มีจาก มีสุขแล้วจะมีเศร้าบ้าง ก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับทุกคน

ชีวิตคนเราต้องเดินต่อไปข้างหน้าก็จริง แต่ถ้ามีโอกาส ก็หันกลับมามองข้างหลัง ว่าอดีตทิ้งร่องรอยอะไรให้เราไว้บ้าง ก็อาจทำให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ขอบคุณทุกประสบการณ์ในวัยเยาว์ สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ ไม่ว่าเรื่องนั้นในอดีตจะทำให้เรามีความสุขหรือเศร้าใจ พอเวลาผ่านไป ทุกเรื่องราวก็ดูจะไม่ได้หนักหนาอะไรกับชีวิตปัจจุบันของเรานี่นา
ดังนั้น ต่อไปเจอเรื่องหนักๆอะไร ก็ให้คิดว่า เวลาผ่านไป มันก็จะเบาหวิวไปเอง
พอกลับมาเยี่ยมมหาลัยครั้งนี้ ทำให้เจ้อยากกลับไปโรงเรียน และโรงเรียนอนุบาลบ้างเลย อยากรู้ว่าจะมีความหลังอะไรโผล่มาทักทายบ้าง
ว่างๆไว้ไปกันนะ โรงเรียนพวกเราอยู่พื้นที่เดียวกันหมดเลยนิ
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
