
092
พลังของ Story Telling
ถ้ามีเพื่อนหรือญาติเราบ่น เรื่องรถ Toyota ที่ใช้ต้องเข้าอู่ประจำ มีปัญหาจุกจิก ไอนู่นเสีย ไอนี่พังบ่อยๆ พร้อมทั้งยืนกรานว่า ซื้อรถคันใหม่ จะไม่ซื้อรถยี่ห้อนี้อีกเด็ดขาด ได้ยินแบบนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะมีอคติกับยี่ห้อนั้นไปด้วย
เพราะคำพูดของคนใกล้ตัวเรามีพลัง และคนเราก็มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์ร่วมกับประสบการณ์ของเจ้าเพียงคนเดียว แต่ไม่มีอารมณ์ร่วมกับสถิติหลายพันคน ที่สำรวจออกมาแล้วให้ความเห็นตรงกันว่า Toyota เป็นยี่ห้อรถยนต์ยอดนิยม คุณภาพดี ราคาจับต้องได้ ศูนย์บริการเยอะ ขายต่อราคาไม่ตกมาก ฯลฯ
เราอาจจะเลือกที่จะไม่ไปพักรีสอร์ตนี้เพียงเพราะว่า คนใกล้ตัวเคยบรรยายในโพสเฟซบุ๊คไว้ว่า ไม่ดี แย่มาก อย่าไปหรือเวลาจะซื้ออะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้ ต้องคอยเสิชข้อมูล รีวิวในพันทิป อ่านคอมเม้นคนก่อนตัดสินใจ
เรามักเห็นตัวอย่างจากคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียวสะท้อนภาพแทนประชากรทั้งหมด และข้อสรุปนนั้นจะติดแน่นฝังหัวเราไปด้วย
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ทำไม Story Telling ถึงสำคัญ นักการตลาดถึงพยายามสร้าง Story ให้แบรนด์ ให้สินค้าตัวเอง สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ผู้ใช้รู้สึกอิน และอยากมีส่วนร่วม เพราะมันทรงพลังต่อความคิด ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อของคนเรายิ่งนัก
—
ในช่วงที่การระบาดของโควิดยังคงคุกรุ่นอยู่ ทางออกเดียวที่จะช่วยชีวิตมนุษย์โลกได้ (ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจหรอก เอาแค่ช่วยชีวิตคนในประเทศให้มีชีวิตรอดต่อไปได้ก่อน) คือ ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ฉีดวัคซีน จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ แล้วโควิดก็จะกลายเป็นเหมือนพวกไข้หวัดชนิดต่างๆในอดีต ไม่น่ากลัวแบบตอนนี้อีกต่อไป
ปัญหาของเรา แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐจัดหาวัคซีนได้ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทันเวลา ทั้งๆที่เรามีเวลาทองในช่วงที่ สถานการณ์สงบนิ่งมาหลายเดือน แต่ไม่มีการวางแผนเชิงรุก มองข้ามช็อต ได้แต่ปล่อยเวลาผ่านเลยไป ปล่อยโอกาสที่จะได้วัคซีนเหมือนประเทศอื่นๆเขา จนสุดท้ายทำให้การระบาดแพร่กระจายออกไปจนคุมไม่อยู่
อีกส่วนหนึ่ง มาจากสื่อ ที่เลือกเสนอข่าวแบบโอนเอียง ไม่เสนอตามข้อเท็จจริง เห็นว่าอะไรได้รับความสนใจก็สนองให้ ประเคนแต่เนื้อหาที่ได้รับการแชร์ ได้รับการพูดถึง ทำให้กระแสสังคมโหมพัดแรงเข้าไปใหญ่
ส่วนสุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ามาจากการที่คนเราได้รับข่าวสารเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน ปักใจเชื่อสุดใจ ว่าฉีดวัคซีนแล้วอาการไม่ดี คนฉีดแล้วมีอาการแพ้หนัก ชัก จนถึงขั้นเสียชีวิตก็มี ทั้งๆที่ยังไม่ได้ข้อสรุปเลยว่าสาเหตมาจากอะไร และยังส่งต่อความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์นั้นออกไปให้คนรอบข้างด้วย ทำให้หลายคนกังวลใจ และไม่เชื่อมั่น ไม่กล้าฉีดวัคซีน
—
เห็นแบบนี้ จึงอยากเอาเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟัง Jenny McCarthy อดีตนางแบบนิตยสาร Playboy นักแสดง นักเขียน และยังเป็นแม่ของลูกที่ป่วยเป็นออทิสติก ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่คนเป็นพ่อแม่จะพยายามสืบเสาะหาสาเหต ที่มาของการเกิดโรคออทิสติก เพื่อหาเหตุผลต่างๆนานา เพื่อหาทางรักษาลูกตัวเอง
เจนนี่ ศึกษาข้อมูลจากหลายแหล่ง และเชื่อมั่นว่าการที่ลูกของเธอได้รับการฉีดวัคซีนมากมายตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เป็นสาเหตที่ทำให้ได้ของแถมเป็นการติดเชื้อ สารพิษ เชื้อรา พอรวมกันแล้วทำให้ระบบประสาทของเด็กเกิดความถดถอยจนกลายเป็นออทิสติกในที่สุด เจนนี่ยืนกราน ตอนที่ให้สัมภาษณ์ในรายการทีวีว่า “ถ้ามีลูกอีกคนจะไม่พาไปฉีดวัคซีนเด็ดขาด”
ด้วยความที่เป็นคนมีชื่อเสียง และคำพูดของเธอได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ทำให้เจนนี่พยายามเป็นกระบอกเสียง รณรงค์ไม่ให้เด็กได้รับวัคซีน จนถึงขั้นเขียนหนังสือออกมาอีก 3 เล่ม
เล่มแรกชื่อว่า Louder than Words : A Mother’s Journey in Healing Autism
เล่มที่สองชื่อ Mother Warriors : A Nation of Parents Healing Autism Against All Odds และเล่มสุดท้าย Healing and Preventing Autism
ทั้งสามเล่มมาจากประสบการณ์ ความเชื่อของเธอล้วนๆ ว่าที่ลูกเป็นออทิสติกเพราะเป็นผลกระทบจาการได้รับวัคซีน
แม้ว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากมาหักล้างความสัมพันธ์ของการฉีดวัคซีนกับโรคออทิสติก เธอก็ยังไม่เชื่อและเดินหน้าเผยแพร่ความเชื่อของเธอต่อไป ทำให้ช่วงหนึ่งที่โรคหัดกำลังแพร่กระจาย ประชากรในรัฐที่เธออยู่ก็มีภูมิคุ้มกันโรคหัดลดลงมาก เพราะคนไม่ยอมไม่ฉีดวัคซีนกัน จนกระทั่งทำให้เกิดโรคหัดระบาดในที่สุด
เรื่องราวของแม่คนหนึ่ง ทำให้ความสามารถในการชั่งน้ำหนักหลักฐานของบรรดาแม่ๆด้อยประสิทธิภาพลง โดยอาจลืมไปว่า เมื่อลูกคุณไม่ยอมฉีดวัคซีน เท่ากับว่าคุณกำลังทำให้เด็กคนอื่นเสี่ยงต่อการติดโรคระบาด
นักไวรัสวิทยาได้บอกว่า ปกติแล้วคนที่ไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ คือ บรรดาผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวด้วยเคมีบำบัด หรือ ปลูกถ่ายไขกระดูก ปลูกถ่ายอวัยวะ และคนที่มีความเสี่ยงสูงอื่นๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ได้แต่หวังว่าคนรอบข้างจะฉีดวัคซีนกัน เพราะหากคนกลุ่มนี้ติดโรคหัดขึ้นมา อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
ในเวลาแบบนี้ ก็คงไม่ต่างกัน อย่าเชื่อเรื่องเล่า มากไปกว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการวิเคราะห์ทางสถิติที่ถูกต้องแม่นยำและพิสูจน์มาแล้วเลย
เจ้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะว่า อยู่ในช่วงที่กระตุ้นให้พนักงานไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเพราะบริษัทได้โควต้ามา แต่ก็มีอีกหลายร้อยคนที่ปฏิเสธไม่ยอมฉีด เพียงเพราะข่าวลบต่างๆของวัคซีน ที่ออกมา
เรียกว่ากล่อมกันจนเหนื่อย และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องจะไม่เป็นคนหูเบา เชื่ออะไรโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อน
จริงอยู่ที่ว่า ทุกคนควรใช้วิจารณญาณเสพข่าวกันเอง แต่ใช่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทุกคนจะมี เราทำได้แค่ เช็คแหล่งที่มาของข่าวดีๆ กรองก่อนส่งต่อ เราคงไม่อยากจะทำร้าย หรือทำลายโอกาสของใครทางอ้อมโดยไม่รู้ตัว
Story Telling ไม่ว่าจะมาจากตัวเราเองแชร์ให้คนอื่นฟัง หรือจากที่เราไปฟัง ดู อ่าน เสพ จากแหล่งอื่นมาก็ตามต้องคิดว่าเหรียญยังมีสองด้าน เราจึงควรพยายามมีสติในการรับสารและส่งสารเสมอ เพราะมันอาจเป็นทั้งพลังบวกและพลังทำลายล้างได้เลย
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
