091 เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน

091


เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน


ถ้ายังจำกันได้ เจ้เคยเขียนถึงหนังสือชื่อ 1+1=3 One Plus One Equals Three ของ เดฟ ทรอดด์ และบอกว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่ชอบมากในไตรมาสแรกของปีนี้

หนังสือประกอบไปด้วยเรื่องสั้นเป็นบทๆ เนื้อหาไม่เชื่อมต่อกัน แต่ทุกบทฉีกแนว 1+1=2 ออกไปโดยสิ้นเชิง กระตุ้นให้เราได้เห็นมุมมองที่สร้างสรรค์ มุมมองใหม่ๆ


มาถึงเล่มนี้ เจ้รู้สึกว่ามันคือ 1+1=3 เวอร์ชั่นของคนไทย เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ นามปากกาของคุณ ตุ้ม สรกล อดุลยานนท์ ผู้ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชน คือเป็นนักเขียน เป็นบรรณาธิการ ของสื่อสิ่งพิมพ์ มาตลอด 30ปี จนลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ก็ยังทำงานแวดวงเดิมอยู่ เพิ่มเติมคือมีคอนเนกชั่นกับนักธุรกิจและผู้บริหารที่มีชื่อเสียงตามมาด้วย เพราะว่าเค้ามีโอกาสได้สัมภาษณ์คนมีชื่อเสียงบ่อยนั่นเอง


หนุ่ม เมืองจันท์ เป็นนักเขียนที่เจ้ชอบอยู่แล้วเป็นทุนเดิม งานเขียนของเค้ามีมากกว่า 30 เล่ม แม้จะไม่ได้ตามซื้ออ่านทุกเล่ม แต่ถ้าได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของเค้า จะใช้คำว่าติดงอมแงมเลยก็ว่าได้ คือเปิดอ่านหน้าต่อไปจนกว่าจะจบ

ด้วยสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ ที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์และจากการอ่าน การสังเกต การเรียนรู้ชีวิตคนอื่น เรื่องเศรษฐกิจ ธุรกิจ การบริหาร หรือจะเป็นเรื่องรอบตัว หนุ่ม เมืองจันท์ ก็สามารถหยิบยก เอามาเขียนได้อย่างน่าติดตาม

เพราะเค้าเขียนแบบที่ย่อยข้อมูลมาให้คนอ่าน อ่านได้เพลินๆ ไม่ต้องใช้สมองครุ่นคิดมากนัก ทุกบทจบในตัวเองเหมือนดูหนังสั้นต่อกันไปเรื่อยๆ แต่ข้อคิดหลังจากการอ่านหนังสือของหนุ่ม เมืองจันท์นั้นมันช่าง..ลุ่มลึกในความรู้สึก


คอนเซปต์ของเล่มนี้ คือการหยิบยกเอาเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันมาเขียนถึง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลว ที่ต้องจดจำ แต่เพราะเรื่องธรรมดาเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนเราใช้เวลาในชีวิตไปด้วยมากที่สุด


เช่นเดียวกับเล่ม 1+1=3 สำหรับเล่มนี้คงจะสปอยล์มากไม่ได้ เพราะแต่ละบทมันจบด้วยมันเอง ไม่ได้เป็นเรื่องยาวต่อกันทั้งเล่มที่สามารถรีวิวได้ เอาเป็นว่า จะสรุปสิ่งที่ชอบจากเล่มนี้แทนก็แล้วกัน


1. การทำงานเรามักคำนึงถึงผลลัพธ์ที่เป็นเป้าหมาย แต่มักลืมความรู้สึกของคนทำงาน รายละเอียดของระหว่างทาง จึงมีความสำคัญ


2. ในวันที่จิตใจย่ำแย่ ต้องพยายามมองหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ใหรู้จัก รอคอย และ มีความหวัง สั่งสมชัยชนะเล็กๆ เพื่อเป็นกำลังใจในการก้าวต่อไป รักษาจิตใจไว้เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในดิน แต่ไม่ตาย แค่รอฝนแรกโปรยปราย ก็จะงอกเงยอีกครั้ง


3. ละคร คือเรื่องจริงของคนอื่น เรื่องจริงของเราก็คือละครของคนอื่น เช่นกัน
และยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากอัดแน่นในเล่ม


ในบรรดาเรื่องสั้นทั้งหมด เจ้ชอบบท ยุติธรรม – คุณธรรม มากที่สุด


เป็นเรื่องเล่าของคุณอนันต์ อัศวโภคิณ เจ้าของ Land and House ตอนไปบรรยายและได้รับคำถามว่า ระหว่างความเท่าเทียม กับความเสมอภาค จะเลือกอะไร คุณอนันต์เลยเล่าเรื่องเด็ก 3 คนอยากดูการแข่งฟุตบอลแต่ว่ามีกำแพงกั้นอยู่ เด็กทั้งสามคนสูงไม่เท่ากัน มีแค่เพียงคนเดียวที่มองเห็นการแข่งฟุตบอล อีกคนนึงตัวสูงแค่เกือบเท่าขอบกำแพง เขย่งยังไงก็ยังไม่เห็น ส่วนคนสุดท้ายเตี้ยที่สุด สูงยังไม่ถึงไหล่ของคนที่สอง


คำถามคือ ถ้ามีกล่องไม้ 3 กล่อง เราควรจะแบ่งอย่างไร


เชื่อว่าเราคงพอจะนึกภาพออก ว่าถ้าแบ่งแบบ “เท่าเทียม” ให้คนละกล่องเท่ากัน แต่เด็กคนที่เตี้ยที่สุดก็ยังสูงไม่พ้นขอบกำแพงอยู่ดี


ดังนั้นแล้ว ควรแบ่งแบบ ให้กล่องไม้กับเด็กคนที่สอง 1 กล่อง และ เจ้าตัวเล็กสุดได้ 2 กล่อง เด็กๆก็จะได้ดูฟุตบอลกันทุกคน แม้ว่าการแบ่งแบบนี้ไม่เท่าเทียม เพราะได้ไม่เท่ากัน
แต่แบบนี้ เสมอภาคและยุติธรรม


ยุติธรรม จึงไม่ใช่การตีความตามตัวอักษร แต่เป็นการ “ยุติ” ความขัดแย้ง ด้วยความเป็น “ธรรม” ความเท่าเทียมจึงเป็นเรื่องของ “เหตุผล” แต่ความเสมอภาคเป็นเรื่องของ “ความรู้สึก” ที่ใช้ “หัวใจ” นำทาง


สารภาพตรงๆว่าในช่วงโควิดระบาด และรัฐบาลออกนโยบายช่วยเหลือประชาชนมากมาย เจ้ก็เคยมีความคิดว่า ตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม กับการจัดสรรความช่วยเหลือของมาตราการจากรัฐบาล ไม่ว่าจะออกโครงการอะไรมา ก็แทบไม่เคยได้เข้าร่วม เพราะไม่มีสิทธ์บ้าง เพราะลงทะเบียนไม่ทัน สิทธ์เต็มบ้าง

เคยคิดว่าเราเป็นคนไทยเหมือนกัน ทำงานเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตรงเวลาทุกครั้ง แต่พอเกิดวิกฤต ทำไมเราถึงเป็นกลุ่มคนที่โดนทิ้งทุกครั้งไป


แต่เมื่อได้อ่านเจอเรื่องนี้ ก็รู้แล้วว่า เมื่อจุดหมายของสถานการณ์นั้นๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างมองหาเหมือนกัน มันก็ต้องมีคนเสียสละ เพื่อพาเพื่อร่วมทางไปให้ถึงเป้าหมายด้วยกัน

ในเมื่อวันนี้เป้าหมายของประเทศคือ เราต้องรอด คนที่พอจะดูแลตัวเองได้ก็อย่าทำตัวเป็นไม้ราน้ำ ฉุดให้เรือยิ่งไปถึงฝั่งช้าลง มีเมตตากับเพื่อนร่วมทางบ้าง ในเมื่อเราไม่ได้เป็นคนที่เสียหาย หรือได้รับผลกระทบ การที่เราเสียสละให้ผู้อื่น ย่อมเป็นเรื่องที่ดี


คงไม่ต้องพูดถึงประสิทธิภาพการจัดการของรัฐ ขอข้ามไปเลย เป็นเรื่องเกินกำลังของเราไปแล้ว
ดังนั้น ถ้าดูตามความเป็นจริง ก็ขอให้เราเป็นคนที่ใช้หัวใจนำทางแล้วกัน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น