
089
ทิ้งไว้ให้เย็น
เล่มนี้ถ้าไปเดินหาตามร้านหนังสือ หรือสั่งออนไลน์ตามสำนักพิมพ์ จะไม่สามารถซื้อได้ และไม่มั่นใจว่าตอนนี้ยังสั่งซื้อได้หรือไม่ เพราะผู้เขียนคือ บอย วิสูตร สั่งพิมพ์จำนวนจำกัด เจ้ก็จองเล่มนี้ไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ กว่าจะได้หนังสือรอไปอีกเกือบสองเดือน
หนังสือมาส่งช่วงปลายเดือนมีนาคม ขนาดเล่มค่อนข้างใหญ่ และ พิมพ์สีทุกหน้า กระดาษค่อนข้างหนา ทำให้เล่มนี้มีน้ำหนักพอสมควร น่าจะพยายามทำให้สมราคา 990 บาท
บอกตรงๆว่า ถ้าไม่ใช่หนังสือต่างประเทศ หรือพวก Textbook ที่ใช้เรียนหนังสือแล้ว เจ้ก็ไม่เคยซื้อหนังสือไทยราคาสูงแบบนี้ แต่เพราะเคยอ่านหนังสือของคุณบอยเล่มก่อนๆ และรู้ว่าเขาห่างหายจากการเขียนหนังสือไปร่วม 5 ปี (ก่อนหน้านี้เขียนหนังสือไป 7 เล่มภายในเวลา 3 ปี)
จนมีเล่มนี้ “ทิ้งไว้ให้เย็น” ออกมา จึงไม่รอช้า กดสั่งจองไปอย่างง่ายๆ เพราะอยากรู้ว่าที่คุณบอยห่างหายไป จะมีอะไรเด็ดๆกลับมาให้คนอ่านในรอบนี้หรือไม่
ทันทีที่เปิดหน้าแรก ก็พลิกหน้าต่อไปจนจบเล่มภายในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง เพราะตามสไตล์คุณบอย หน้านึงจะมีตัวหนังสือน้อยๆอยู่แล้ว และด้วยความหนาไม่ถึง 200 หน้า ทำให้ ค่อนข้างผิดหวังกับความเบาของเนื้อหา มีแต่หนักที่รูปภาพประกอบเสียมากกว่า และทันทีที่อ่านจนหน้าสุดท้าย ก็เก็บหนังสือเข้าชั้นอย่างรวดเร็ว ไม่ทำสรุป ไม่เขียนรีวิว และไม่ได้ทำอะไรกับหนังสือเล่มนี้อีกต่อไป
—
จนเวลาผ่านมาหลายเดือน ในช่วงเวลาสั้นๆนี้ มีหลายสิ่งเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่ทำให้ทุกข์ใจ อึดอัดใจ และเครียดจนนอนไม่หลับ จู่ๆ ก็พลันนึกถึงหนังสือเล่มนี้ ทิ้งไว้ให้เย็นขึ้นมา
พอหยิบมาเปิดๆดูอีกรอบ กลับพบว่า เนื้อหาที่เคยคิดว่าเบานั้น มันหนักด้วยคุณภาพที่กลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์ชีวิต เพราะคนเขียนผ่านโลกมาพักใหญ่อยู่ในวัยกลางคน และมันเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่เขาตกผลึกได้ หลังจากที่คุณบอยผ่านความรู้สึกหมดไฟ (Burnout) และทิ้งไว้ให้เย็น จนสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือได้
ซึ่งการที่ตอนแรก เราอ่านแล้วไม่อิน มันคงเป็นเพราะเรายังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น แต่วันที่เรากำลังเผชิญอุปสรรค แล้วหาทางให้ข้ามผ่านปัญหาเหล่านั้น เลยคิดได้ว่า สิ่งที่เขียนไว้ในเล่มนี้ มันก็เป็นเรื่องจริง จึงเปิดใจ ลองตั้งใจอ่านใหม่อีกรอบ แม้จะยังรู้สึกเหมือนเดิมว่า รูปภาพจะเยอะไปไหน
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในการอ่านรอบที่สองคือ เนื้อหามันหนักแน่นด้วยคุณภาพอยู่นะ เพียงแต่คิดว่า เรื่องราวดีๆแบบนี้ มันน้อยไปหน่อย ยังไม่จุใจอิ่มเอมเท่าไหร่
ขอยกตัวอย่างเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ได้จากเล่มนี้ คือ
1. ไลฟ์สไตล์แบบ รวย เงียบ เรียบง่าย อย่ามีรายได้แค่ทางเดียว และจะมีมากมีน้อยก็ต้องออมเงิน เวลามีเงินมากขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น อย่าเพิ่งรีบขยับมาตรฐานชีวิต ต้องทนรวยให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ทนจนตลอดไป
2. หาเงินเก่ง เก็บเงินอยู่ รู้ลงทุน เทียบรายจ่ายให้เป็น % ของรายได้จะช่วยให้ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
3. ความสุขคือภายใน ความสบายคือภายนอก ความสุขเกิดจากการมีคุณค่า เมื่อทำประโยชน์ให้ใครบางคน และการอยู่กับปัจจุบันคือความสุขที่แท้จริง
4. เล่าเรื่องอย่างไรให้เข้าไปอยู่ในใจคน เพราะทุกอาชีพจำเป็นต้องใช้การเล่าเรื่อง ธุรกิจที่เล่าเรื่องได้ก็ขายของได้
ซึ่งเทคนิคการเล่าเรื่อง คือ
STORY
S = Situation (มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น)
T = Turning point (เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดจุดหักเห)
O = Obstacle (มีอุปสรรคขวางทาง)
R = Realize (การต่อสู้กับอุปสรรคทำให้ตระหนักได้บางอย่าง)
Y = Your Life Lesson (บทเรียนที่ได้)
ลองนึกถึงหนัง หรือแอนิเมชั่นดิสนีย์ เช่น มู่หลาน, Frozen, Toy Story และอื่นๆ ก็ใช้สูตรสำเร็จการเล่าเรื่องแบบนี้เลย
คุณบอยบอกว่า การอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจและเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น Fiction (นิยาย เรื่องแต่ง อ่านแล้วทำให้เข้าใจผู้อื่น) หรือ Non-Fiction (หนังสือแนวจิตวิทยา How-To สารคดี อ่านแล้วทำให้เข้าใจตัวเอง) ก็ให้ประโยชน์ทั้งนั้น จึงได้หยิบยกข้อคิดจากหนังสือที่ได้อ่านมารวมไว้ในเล่มด้วย เช่น พ่อรวยสอนลูก, ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน, Men are from Mars, Women are from Venus และ เงินหรือชีวิต
แต่ถ้าจะให้ดีก็ไปอ่านหนังสือเหล่านี้เองจะได้รายละเอียดเต็มๆมากกว่า
เรื่องที่ชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือเรื่องของเวลา ที่คุณบอยบอกว่า เรื่องบางเรื่องมีความหมายแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
เช่นเมื่อก่อนสมัยยังหาเงินเองไม่ได้ เคยอยากได้กีตาร์ตัวนึงราคาเป็นหมื่น นับว่าราคาแพงมากแล้วในตอนนั้น แต่ก็ไม่ได้ซื้อเพราะซื้อเงินไม่พอ มาถึงในตอนนี้ที่หาเงินเองได้แล้ว เดินผ่านร้านขายเครื่องดนตรีเจอกีตาร์ตัวนั้น ราคาสูงขึ้นเป็นแสนบาท แต่ไม่มีความรู้สึกอยากได้อีกต่อไปแล้ว
เมื่อเจอเหตุการณ์อะไรมา บางทีเราอาจต้อง “ทิ้งไว้ให้เย็น” เพื่อที่จะให้ความคิดเราตกตะกอน ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรต่อไป
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
