
088
วิธีแก้ปัญหายากให้ง่ายที่คนเก่ง(บริษัทระดับโลก)ใช้ – Systematic Problem Solving
เพราะเราทุกคนที่ยังเป็นมนุษย์ปุถุชน หนีปัญหาไม่พ้น ให้มองว่าปัญหา = ปัญญา เมื่อหนีไม่ได้ ทางแก้เดียวก็คือ ต้องแก้มัน ที่สุดแล้วการแก้ปัญหาจะทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น เติบโตขึ้นเพื่อมีแรง มีพลัง มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาใหญ่ๆต่อไปได้ในที่สุด
เล่มนี้เขียนโดยเซนเซแป๊ะ คนเขียนเดียวกับเล่มก่อนหน้านี้ Master of One Page Summary – เปลี่ยนยากเป็นง่ายด้วยการคิดบนกระดาษ 1 ใบที่คนญี่ปุ่นใช้
ตอนแรกที่อ่านหนังสือของเซนเซ ยังไม่ค่อยชินกับการที่มีรูปประกอบเยอะๆ แต่พออ่านผลงานของแกหลายเล่ม ก็รู้สึกว่านี่คือสไตล์ของแกที่ไม่เหมือนใคร
Systematic Problem Solving เล่มนี้พูดถึงการถ่ายทอดแนวคิดการแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง (Story Telling) ผ่านเรื่องราวที่คิดค้นขึ้นมาให้รู้สึกว่าอ่านการ์ตูนอยู่ (คนเขียนชอบอะไรที่เกี่ยวญี่ปุ่นเพราะเคยทำงานบริษัทญี่ปุ่น เคยไปทำงานที่ญี่ปุ่นเลยได้รับวัฒนธรรมมาเต็มๆ และการตูนญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ชอบ ถือว่าเอามาผสมผสานออกมาเป็นผลงานชิ้นโบแดงได้ลงตัว)
หนังสือเล่มนี้ ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวของการออกเดินทางไปผจญภัย ตามหาผู้รู้ที่จะมอบแหวน (เปรียบเหมือนพลัง) ไว้ใช้ในการแก้ปัญหา
ก่อนที่เราจะแก้ปัญหา ต้องระบุประเภทของปัญหาให้ได้ก่อน นั่นคือ
1. ผิดปกติ – Abnormal ปัญหาง่ายๆ ใครๆก็หาทางแก้ได้ 2. ท้าทาย – Challenge ปัญหาไม่ยากไม่ง่าย อาจจะต้องใช้ผู้มีประสบการณ์ หรือใครสักคนเป็นที่ปรึกษา3.วิสัยทัศน์ – Vision ปัญหาที่ยากที่สุด ผู้บริหารควรทำเอง
เซนเซบอกว่า การแก้ปัญหา = ทักษะ ซึ่งทักษะ = กระบวนการ x เทคนิค กระบวนการที่ถูกต้อง + เทคนิคที่ดี เหล่านี้ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ และทักษะใหม่ๆ เกิดได้จากการลงมือทำ ทักษะแก้ปัญหาก็เช่นกัน
ซึ่งเซนเซได้ใช้ฝ่ามือที่มีนิ้วทั้ง 5 นิ้ว เอามาเปรียบเป็นขั้นตอนที่ช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้ โดยแต่ละนิ้วจะแทนคำถาม 5 ประเภทจาก 5W1H
นิ้วโป้ง : คำถาม What ระบุให้ชัดว่าอะไรคือปัญหา ขั้นตอนในการค้นหาว่า “อะไรคือปัญหา” คือ
1 สรุปสิ่งที่เราต้องการให้เจอก่อน…2 ย้อนกลับมาดูว่า ตอนนี้ เรามีอยู่แล้วเท่าไหร่…3 หาช่องวางระหว่าง 1 กับ 2
การหาว่าจะอะไรคือปัญหา ต้องพยายามคิดเพื่อเปลี่ยนปัญหาให้เป็นตัวเลขที่ชี้วัดได้ จะทำให้เราหาวิธีการในการจัดการได้ง่ายขึ้น
นิ้วชี้ : คำถาม Where หาให้เจอว่าปัญหาอยู่ที่ไหน การจะแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ให้ได้ง่ายขึ้น ต้องรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและแก้ปัญหาให้ตรงจุดถ้าปัญหามันใหญ่ มันอาจจะไม่ง่ายในการแก้ แต่มันจะง่ายขึ้น ถ้าเราซอยย่อยปัญหาใหญ่ ให้มันเล็กลง ๆ แล้วแก้ไปที่ละจุดขั้นตอนในการค้นหาว่า “ปัญหาอยู่ตรงไหน” เราทำได้โดยการใช้ “วิธีการตั้งคำถาม”เหมือน หมอซักประวัติคนไข้ ก่อนวินิจฉัยว่า เขาป่วยเป็นอะไร จะต้องหา Point of Occurrence หรือจุดเกิดเหตุที่ถูกต้องว่า ปัญหามันมีต้นตอมาจากไหน จะได้แก้ที่จุดนั้น
นิ้วกลาง : คำถาม How Much ตั้งเป้าในการแก้ปัญหา โดยมี 3 คำถามในการตั้งเป้าหมาย คือ“อะไร” “เท่าไหร่” “เมื่อไหร่” (What-How Much-When)อยากได้อะไร ? เช่น อยากให้บริษัทโตขึ้น อยากได้เท่าไหร่ ? ทำยอดขายได้เพิ่ม 20%อยากได้เมื่อไหร่ ? ภายใน 1 ปีเมื่อเราตั้งคำถามชัด ก็จะได้ตัวเลขที่ชัดเจน จับต้องและวัดผลได้
นิ้วนาง : คำถาม Why ทำไมปัญหาถึงเกิด ช่วงนี้เป็นการตั้งสมมติฐานเพื่อวางกรอบความคิดเป็นช่วงที่เราจะตั้งสมมติฐานและถาม “ทำไม (Why)” ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อให้พบสาเหตุที่แท้จริง เพราะสาเหตุที่แท้จริงควรมีแค่ข้อเดียวเท่านั้น และส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาอยู่ที่หน้างานเสมอ
นิ้วก้อย : คำถาม How เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร โดยควรหาไอเดียแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาว เมื่อเจอปัญหาแล้ว อาจท้อจนอาจผัดวันประกันพรุ่ง ให้เปลี่ยน “เดี๋ยวก่อน” ให้เป็น “เดี๋ยวนี้” รีบแก้ปัญหาเลยขั้นตอน คือ คิดไอเดียให้ได้มาก ๆ เยอะ ๆ จะได้ดูว่ามีวิธีการในการแก้ปัญหาอะไรบ้าง เลือกไอเดียที่เหมาะสมที่สุด น่าจะเหมาะสมกับการรับผิดกับสถานการณ์นั้น ๆ มากที่สุดแล้วลงมือแก้ปัญหา ซึ่งต้องมีการระบุแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนด้วย
ซึ่งในหนังสือจะมีเทคนิคย่อยๆ นิ้วละ 3 ข้อ ให้ด้วย ที่เล่ามาแค่ผิวๆ ถ้าอยากรู้ละเอียด อ่านเองดีที่สุด
Dr. Robert Anthony นักเขียน Professor ของ Harvard Business School ที่กล่าวไว้ว่า วิธีหลุดพ้นจากปัญหาที่ดีที่สุด คือ แก้ไข หนีปัญหาอาจไม่ช่วยอะไร ดังนั้น มาฝึกแก้ไขกันเถอะ
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
