
084
เมื่อท้องอิ่ม จึงค่อยมองเห็นศิลปะ
แผนก HR จะเป็นแผนกที่ได้รับจดหมายจากองค์กรข้างนอกมากมาย คล้ายๆกับว่าคิดไม่ออกว่าจะติดต่อใคร ก็ใส่ชื่อแผนกนี้ไว้ก่อนก็แล้วกัน
จึงมีจดหมายติดตามหนี้ของพนักงานหน้าร้าน ส่งเข้ามาที่สำนักงานใหญ่เยอะเหลือเกิน จนอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมพนักงานถึงเป็นหนี้กันเยอะขนาดนี้
พยายามจะหาทางออก โดยการติดต่อบรรดาโค้ชการเงินให้มาจัดอบรม ทำแผนแก้หนี้รายบุคคล ฯลฯ แต่โดนสะกัดดาวรุ่งจากการที่ค่าตัวผู้สอน หรือ cost ที่เกิดขึ้นแพงเกินไป เลยได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้ใส่กรุก่อน
แต่เจ้คิดว่า ถ้าคนเราไม่มีเรื่องหนี้ เรื่องเครียดมากวนใจ ก็น่าจะทำให้มีความสุขในการทำงาน ส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพมากกว่าปล่อยให้เค้าผจญภัยหนี้ด้วยตัวเองไปเรื่อยๆอย่างโดดเดี่ยว
—
ตั้งแต่ที่เริ่มสนใจเรื่องการเงิน ก็หาหนังสือด้านนี้อ่านมาเรื่อยๆ และเนื่องจากเจ้อ่านหนังสือหลายเล่มของ โค้ชการเงิน ชื่อ คุณหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ รวมทั้งยังติดตามเพจ Money Coach ผู้เขียนหนังสือ Money 101 เลยได้เห็นจากเพจว่ามีสัมมนาหัวข้อที่น่าสนใจเหมาะกับพนักงานในองค์กรที่อยู่ตอนนี้มาก
สัมมนานี้ชื่อว่า Debt Free Workplace Financial Transformation เปลี่ยนแปลงออฟฟิศให้ปลอดหนี้ แต่จำกัดให้เฉพาะ HR และผู้บริหารเข้า เป็นสัมมนาที่เน้นให้บริษัทหาทางช่วยพนักงานให้ปลดหนี้ได้ ไม่มีค่าอบรมใดๆเพราะทำผ่าน zoom จึงไม่รอช้า ส่งข่าวให้ทีมและรีบจัดแจงลงทะเบียนเรียบร้อย
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมาก็ได้เข้าฟังสัมมนานี้ โดยโค้ชหนุ่มเปิดเรื่องได้น่าสนใจว่า สำหรับคนที่เริ่มหันมาสนใจเรื่องการเงิน สิ่งแรกที่ควรทำก่อนเลยคือ เช็คสุขภาพการเงินของตัวเอง เอารายรับรายจ่ายทั้งปีมากางดู จะรู้ว่ากระแสเงินสดของเรา สีแดง (วิกฤติ) สีส้ม (เกือบจะวิกฤติ) หรือสีเขียว (สบายๆ พร้อมลงทุน) เมื่อรู้สถานะของตัวเองแล้วก็จะได้เดินไปทิศทางที่ถูกต้อง
สำหรับหัวข้อวันนี้ โค้ชหนุ่มเลยโฟกัสไปที่คนที่มีหนี้ คือสีส้ม กับ สีแดง ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของพนักงานที่มีหนี้ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ผู้ป่วยทั่วไป คือคนที่หนี้ยังไม่ได้หนักหนามาก งบการเงินส่วนบุคคลยังไม่ถึงขั้นติดลบ แค่ฝืดๆ ตึงตัว วิธีการคือ ให้หยุดสร้างหนี้ใหม่ ไม่ควรกู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า แต่ให้สรุปรายการหนี้ทั้งหมดออกมา และพยายามหาเงินก้อนมาชำระหนี้ เช่น โอที โบนัส แปลงสินทรัพย์บางส่วนมาจ่าย (เช่น ขายรถ ขายเครื่องประดับ) และให้ปิดหนี้ก้อนที่น้อยก่อน เพราะทำได้ง่าย จะได้มีกำลังใจทำต่อไป
2. ผู้ป่วยโคม่า คือ คนที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ไปไกล กระแสเงินสดติดลบหนักมาก วิธีการคือ เจรจากับเจ้าหนี้ ว่าจะขอพักชำระหนี้ชั่วคราว พักชำระต้น ขอลดค่างวด ขอลดดอกเบี้ย ขอยืดระยะเวลาผ่อน ปรับโครงสร้างสินเชื่อ เพื่อคืนสภาพคล่องมาก่อน
ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือให้รอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ แต่ก็แลกมากับการเสียเครดิต แล้วทยอยสะสมเงิน หาช่องทางให้มีรายได้เพิ่ม เพื่อเก็บออม และเอามาใช้หนี้
พอได้ฟังเรื่องตัวอย่างคนที่มีหนี้มาหลายๆ Case Study แล้วปวดใจ ว่าทำไมต้องปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้(เลว) ที่เกิดจากการบริโภค ไม่ใช่หนี้ดี(ที่เกิดขึ้นเพื่อการลงทุน)
คนส่วนใหญ่ที่ถลำลึกมีหนี้เลว เพราะไลฟ์สไตล์กับรายได้มันไม่ไปด้วยกัน เช่น ซื้อบ้านเกินตัว ซื้อรถทั้งๆที่รายรับยังน้อยอยู่ ซื้อสินค้าตามเทรนด์ มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด ฯลฯ จ่ายสดไม่ไหวก็เลือกที่จะผ่อนเอา
ขอข้ามหนี้มรดกตกทอดจากครอบครัว อันนี้อาจคงเป็นเรื่องเวรกรรมที่ต้องชดใช้
การเป็นหนี้ (เลว) ที่เกิดจากการบริโภค ทำให้ต้องพึ่งพาคนอื่น เจ้เห็นจากคนรอบตัว ที่ใจดีให้คนอื่นกู้เงิน แล้วไม่ได้คืน แถมยังโดนลูกหนี้โกหก สร้างเรื่องหลอกเจ้าหนี้เพื่อเรียกคะแนนความสงสาร ขอผัดผ่อนไปก่อน พลางอดคิดไม่ได้ว่า ชีวิตเค้าจะมีความสุขได้อย่างไร
ขนาดเจ้เป็นคนนอก แค่ฟังเรื่องที่คนรู้จักเล่ามา ได้แต่หวังว่าสักวัน พวกเขาจะพบหนทางสว่าง ซึ่งก็คงต้องขวนขวายไปตามศึกษาเอาเอง
เพราะความรู้ทางการเงินหาได้ทั่วไป ฟรีด้วย ต่อให้ไม่ฟรี ก็ราคาไม่แพงเลยที่จะเข้าถึง แต่มองเห็นหรือเปล่า ใส่ใจที่จะหาทางออกหรือเปล่า (ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ออมเงิน ลงทุน) ถ้ายอมแพ้กลับไปใช้จ่ายแบบเดิมๆ สุดท้ายก็จะติดอยู่ในเขาวงกตแห่งการเป็นหนี้ต่อไป
หากไม่นับคนโง่ มนุษย์เราก็ไม่ได้มีระดับสติปัญญาที่แตกต่างกันมาก แต่ที่แตกต่างกันคือความกระตือรือร้นและความขยันขันแข็งเท่านั้น – Charles Darwin
อันที่จริงวิธีการจัดการหนี้ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่บริบท แต่หลักสำคัญหนึ่งสิ่งเลยที่คนมีหนี้ทุกคนควรทำ คือ การออมเงิน
ใช่ อ่านไม่ผิด จะเป็นหนี้อยู่ก็ต้องออม ออมมากออมน้อยก็ต้องออม ไม่ใช่พอได้เงินมา เอาไปใช้จ่าย ใช้หนี้ให้คนอื่นหมด มันไม่เหลือเงินที่เป็นส่วนของเราจริงๆเพื่อให้เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้สู้ต่อไป ว่าเราก็มีค่าพอที่จะมีชีวิตที่ดีกว่านี้
เรื่องนี้ในหนังสือ Money 101 เขียนไว้ดีมาก ลองไปหาอ่านกันได้ ถ้าจัดการเรื่องเงิน ให้ไม่มีหนี้เลวได้ เราจะมีสายตาที่กว้างไกลกว่าแค่การหาเลี้ยงชีพไปวันๆ เราจะถึงจะเริ่มมองไกลขึ้นว่าทำอย่างให้เงินงอกเงย เริ่มมองเห็นลู่ทางที่จะทำอย่างอื่น ทำในที่ชอบจริงๆ นอกจากการทำงานด้วยหยาดเหงื่อเพื่อแลกเงินเท่านั้น
และเมื่อหมดปัญหาเรื่องเงิน เมื่อนั้น เราจะเริ่มมองเห็นศิลปะ
เวลาเจ้ไปประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
พิพิธภัณฑ์หรือ มิวเซียม หรือห้องสมุด บ้านเค้าเยอะกว่าบ้านเราไม่รู้กี่เท่า เยอะกว่าห้างสรรพสินค้าอีก และมิวเซียมบ้านเค้าไม่ได้ทำเล่นๆ แบบขอไปที มีคู่มือ แผนที่ แค่มิวเซียมที่เดียวเดินทั้งวันเช้ายันค่ำก็ไม่หมด
นั่นคงเป็นเพราะบ้านเมืองเค้า ผู้คนไม่มีปัญหาเรื่องการเงินมากเท่าประชนชนในประเทศกำลังพัฒนา
คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไม ประเทศไทยถึงมีพิพิธภัณฑ์น้อยเหลือเกิน เพราะคนไม่มีกะจิตกะใจมาเสพย์งานศิลป์ มัวแต่ยุ่งแต่กับเรื่องปากท้องอยู่นั่นเอง
ดังนั้น ในวัยนี้ ถ้าคิดจะสร้างหนี้ คิดให้ดีว่าเป็นหนี้เลว หรือหนี้ดี เลือกผิดชีวิตเปลี่ยนได้เลย
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
