
083
มาราธอน (2/2)
Eliud Kipchoge เอเลียด คิปโชเก จากนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เจ้าของสถิติ Breaking 2 บอกไว้ว่า “Only the disciplined one in life are free. If you are undisciplined, you are a slave to your moods and your passions” – คนที่มีวินัย ย่อมมีอิสระ ในชีวิต ถ้าไม่มีวินัย ก็จะตกเป็นเหยื่อของอารมณ์และความหลงใหลเท่านั้น
นอกจากผลงานการวิ่งแล้ว คิปโชเก ยังมีคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจอีกมากมาย ที่สามารถหาอ่านได้ในหนังสือของเขา Eliud Kipchoge 2:01:39 โดยเขาสั่งสมจากประสบการณ์ตัวเอง บวกกับการอ่านหนังสือจากห้องสมุด ทำให้เขาสามารถเรียบเรียงคำพูดที่ทำให้เกิด impact กับคนได้ทั่วโลก
คิปโชเกจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์แห่งวงการการวิ่ง เขาไม่ได้พูดเพื่อให้ฟังดูสวยหรู แต่เขาทำอย่างนั้นจริงๆ
—
ถ้าดูจากประวัติของคิปโชเกแล้ว จะรู้ว่าที่เขาทำลายสถิติโลกได้เป็นเพราะวินัยล้วนๆ เพราะการซ้อมอย่างต่อเนื่องไม่หยุดของเขา ทำให้เขากลายเป็นยอดมนุษย์นักวิ่ง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่วิ่งมาราธอนเร็วที่สุดในโลกไปแล้ว
คิปโชเกบอกว่า “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นปลูกต้นไม้คือ 25 ปีก่อน และช่วงเวลาที่ดีที่สุดรองลงมาคือการเริ่มต้นวันนี้”
แต่ของคิปโชเกอาจจะมีภาษีดีกว่านักวิ่งคนอื่นๆอยู่บ้างก็ตรงที่ เขาได้เริ่มมันตั้งแต่เด็ก โดยที่เขายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านั่นคือการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการวิ่งในตัวเขาแล้ว
เนื่องจาก คิปโชเก ในวัยเด็ก เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวที่ฐานะไม่สู้ดีนักในหมู่บ้าน Kapsisiywa ตอนเหนือของเคนยา ทำให้ต้องเดินเท้าจากบ้านไปโรงเรียน หลังจากเรียนจบ เขาก็ได้สั่งสมการเดิน จนเปลี่ยนมาวิ่งทุกวันๆด้วยการขนนมสดจากบ้านเพื่อนไปขายที่ตลาด แต่นั่นยังไม่ใช่การวิ่งที่มีเป้าหมายเท่าไหร่ เป็นการวิ่งเพื่อส่งของหาเงินเลี้ยงชีพเท่านั้น
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ คิปโชเก สนใจการวิ่ง และตั้งใจที่จะวิ่งอย่างจริงจัง เพราะมี Patrick Sang แพทริก แซง นักวิ่งเหรียญเงินโอลิมปิคชาวเคนยาเป็นแรงบันดาลใจ
คิปโชเกได้เจอแซงครั้งแรกตอนเขาอายุ 16 ปี เขาตื่นเต้นที่ได้เจอไอดอล และถามแซงไปว่า เขาต้องฝึกฝนอย่างไรถึงจะเป็นเหมือนแซง ด้วยความที่แซงก็เห็นแววความมุ่งมั่น จึงรับคิปโชเกเข้าโปรแกรมฝึก และมารู้ในภายหลังว่า เขาทั้งสองคนมาจากหมู่บ้านเดียวกัน หมู่บ้านที่ปัจจุบันขึ้นชื่อว่ามีนักวิ่งที่ทำลายสถิติมากมาย
คิปโชเก บอกเสมอว่า การที่เขามาถึงจุดนี้ได้เพราะเขามีโค้ชที่ดี มีการวางแผนที่ดีและมีวินัยในการทำตามแผน ตารางฝึกซ้อมของเขา คือตื่นนอนในเวลาตี 5 ทุกวันไม่เว้นแม้แต่วันอาทิตย์เพื่อฝึกซ้อม (เรื่องนี้คล้ายกับ Roger Federer โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ นักเทนนิสมือหนึ่งของโลก ที่มีวินัยสูงมาก แม้ช่วงที่หมดฤดูกาลแข่ง นักกีฬาก็มักจะพาครอบครัวไปพักผ่อนที่ต่างประเทศร่วมเดือน แต่เฟดเดอเรอร์ กลับซ้อมเทนนิสทุกวัน)
แม้วันที่ร่างกายคิปโชเกบาดเจ็บทำให้ ทำผลงานได้ไม่ดี โดนนักวิ่งคนอื่นวิ่งแซง และในที่สุดก็พลาดการไปแข่งวิ่ง 10,000 เมตร โอลิมปิคที่อังกฤษในปี 2012 เขาผิดหวังมาก แต่เพราะเชื่อมั่นในโค้ชที่เห็นแววว่าเขาน่าจะไปวิ่งมาราธอนได้ เขาจึงไม่ปล่อยให้ความเสียใจทำลายชีวิต
คิปโชเกเริ่มต้นซ้อมวิ่งแบบมาราธอนตามที่แซงวางแผนไว้ และลงแข่งในรายการวิ่งมาราธอนต่างๆจนทำลายทุกสถิติที่ทุกคนบนโลกได้เคยทำไว้
คิปโชเก้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าคุณวิ่งคนเดียวมันไม่ใช่กีฬาหรอก แต่ถ้าคุณวิ่งกับคนอื่นนั่นแหละคือกีฬา ถ้าถามว่าอะไรที่กระตุ้นผมปีแล้วปีเล่า มันคือความรักในกีฬาและมรดกที่อยากให้คนในปัจจุบันและคนรุ่นต่อ ๆ ไปได้เห็น 100 เปอร์เซ็นต์ของผมไม่สามารถเทียบกับ 1 เปอร์เซ็นต์ของทั้งทีมได้ ผมยึดกับตัวเองเสมอว่าคู่ต่อสู้ที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง ถ้าถามว่าความลับของผมคืออะไร คำตอบคือผมวิ่งด้วยหัวใจและสมอง”
เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า ทุกประโยคที่เขาพูด เขาได้ลงมือทำจริงจนกลายเป็นตำนานของการวิ่งมาราธอน
เรื่องราวของคิปโชเก้สอนให้รู้ว่าความสามารถที่ไร้วินัย คือ โอกาส ที่ไม่มีค่าอะไร แต่ถ้าใส่เชื้อเพลิงที่ชื่อว่า “วินัย” เข้าไปแล้ว มันจะยิ่งทำให้โอกาสที่เรามีลุกโชนโชติช่วงชัชวาล
—
ที่เล่าเรื่องราวของคิปโชเก้ให้ฟัง ไม่ได้มีเจตนาจะให้น้องต้องฝึกเป็นนักกีฬาโอลิมปิค หรือเป็น The 1% ของโลก แต่เจ้เพียงแต่อยากใช้ทฤษฎี Shoot for the moon คือให้น้องตั้งเป้าไกลๆ จุดไฟให้น้องติดก่อน ไปให้ได้ไกลเท่าที่ความพยายามของเราจะทำได้
ต่อให้ไม่ไปถึงพระจันทร์แบบคิปโชเก้ แต่ถ้าลองได้ทำแบบมีวินัยแล้ว เจ้เชื่อว่าน้องก็คงได้อยู่ท่ามกลางดวงดาวบ้างล่ะ
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
