081 ไม่ต้องฉลาด ก็มองเห็นโอกาสได้มากกว่าคนอื่น

081


ไม่ต้องฉลาด ก็มองเห็นโอกาสได้มากกว่าคนอื่น


หนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น ผู้เขียนคือ โคมิยะ คาสุโยชิ ที่เป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารชื่อดังของญี่ปุ่น


เนื่องจากงานของเขาคืองานที่ปรึกษา ทำให้ต้องคอยสังเกตสิ่งต่างๆอยู่เสมอ เพราะเขาไม่ได้ทำงานเป็นพนักงานองค์กรนั้นๆ แต่ต้องมาให้คำปรึกษา ต้องมองให้ออกว่าจะปิดจุดอ่อน ดันจุดแข็งขององค์กรที่จ้างเขาได้อย่างไร


เล่มนี้จึงเป็นการรวบรวมประสบการณ์ของ คาสุโยชิ และถ่ายทอดออกมาเป็นหลักสูตรเพิ่มพูน ความช่างสังเกต แบบก้าวกระโดด คนที่มองไม่เห็น ต่อให้มีโอกาสมากมายอยู่ตรงหน้าก็มาไม่ออก ส่วนคนที่มองเห็น แค่โอกาสนั้นผ่านตาไปแว้บเดียวก็มองเห็นแล้ว


ด้วยขนาดหนังสือเล็กกะทัดรัด ไม่หนา เหมาะกับการพกพาติดตัวไปอ่าน ทำให้เล่มนี้อ่านจบภายใน 2 วันช่วงเวลาที่อยู่บนเครื่องบินที่บินจากกรุงเทพ – ภูเก็ต – กรุงเทพ ได้สบายๆ


แต่ เห็นเล่มเล็กๆบางๆแบบนี้ ไม่ได้อ่านง่าย อ่านเพลิน อย่างที่คิดตอนแรก เพราะเนื้อหาค่อนข้างหนักไปทางวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งเราคนไทยอาจจะไม่ชิน หรือเข้าไม่ถึงในบางเรื่อง แต่โดยรวมก็ถือว่าพออ่านได้เทคนิคดีๆไปปรับใช้เยอะพอสมควร


หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วย 5 บท


1. ดูอยู่ แต่มองไม่เห็นอะไรเลย เป็นเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวันว่าคนเรามักจะมีความสังเกตสิ่งรอบๆตัวที่เห็นอยู่ทุกวันน้อยมาก แม้แต่นาฬิกาข้อมือที่ใส่ติดตัวทุกวัน มองดูเวลาทุกวัน แต่ถ้าให้เราหลับตา นึกถึงหน้าปัด และลองวาดรูปนาฬิกาของเรา น้อยคนที่จะวาดได้เก็บรายละเอียดครบถ้วน เพราะคนเราจะมองแต่สิ่งที่ตัวเองสนใจ แต่ถ้าเราฝึกตัวเองให้สังเกต ตาไว เราอาจจะเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็นก็ได้ ยิ่งดูสิ่งต่างๆลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้ว่ามีอีกหลายสิ่งที่ต้องดู


2. ความสนใจและข้อสันนิษฐานช่วยให้มองเห็นรายละเอียด เมื่อเราใส่ใจอะไรบางอยาง เราจะสนใจ สงสัย ตั้งสันนิษฐาน และตรวจสอบ เช่น คาสุโยชิ มีวิธีการวัดว่าโรงแรมไหนเป็นโรงแรม 5 ดาว จากการดูว่าโรงแรมนั้นตัดส่วนขั้วของมะเขือเทศราชินีออกหรือเปล่า เป็นวิธีวัดง่ายๆว่าโรงแรมหรูจะใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากกว่า

หรือเวลาที่ปรึกษาไปดูโรงงาน เขาดูที่พื้นที่โรงงาน ถ้าพื้นสะอาด สามารถตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าโรงงานนั้นมักจะไม่เกิดความผิดพลาดในงาน ถ้าเป็นออฟฟิศ ก็จะดูที่ไม้ประดับ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ด่วน ทำทีหลังได้ แต่ถ้าออฟฟิศไหนใส่ใจดูแลดี ก็ย่อมหมายถึงกระบวนการทำงานอื่นๆก็น่าจะดีตาม


3. ทำตามตัวอย่างแล้วจะเห็น บทนี้จะสอนวิธีแยกแยะว่าบริษัทไหนดีไม่ดี ให้ดูที่การเอาใจใส่ลูกค้าของพนักงาน ถ้าพนักงานไม่ใส่ใจที่จะช่วยเหลือ ให้ข้อมูลกับลูกค้าเมื่อร้องขอ ก็เป็นสัญญาณที่บอกว่าบริษัทนั้น ใช้ไม่ได้


วิธีดูร้านอาหารที่ทำกำไร จากการดูว่า ถ้าพนักงานอยู่เฉยๆ ร้านนั้นมักจะไม่มีกำไร (ไม่นับร้านหรู Fine Dining เพราะแม้ต้นทุนอาหารเท่ากันแต่ราคาต่อหัวที่ลูกค้าจ่ายไม่เท่ากับร้านทั่วไป บางทีเสิร์ฟโต๊ะเดียวก็ได้กำไรแล้ว)


วิธีเดายอดขายของบริษัท ให้ถามจำนวนพนักงาน เพราะว่ากำไรขั้นต้น (ยอดขายลบด้วยราคาทุน) ของแต่ละวงการธุรกิจมีกำหนดไว้อยู่แล้ว สมมติว่าราคาทุนคือ 30% กำไรขั้นต้นจะเป็น 70% ถ้ากำไรขั้นต้นต่อหัวเป็น 7 ล้านเยน ยอดขายต่อหัวก็จะเป็น 10 ล้านเยน เมื่อนำเอาเลขนี้ไปคูณกับจำนวนพนักงานก็จะพอรู้ยอดขายของบริษัท


วิธีดูงบการเงินใน 1 วินาที ให้ดูว่าหนี้สินหมุนวียนมากกว่าหรือน้อยกว่าทรัพย์สินหมุนวียน ถ้าเงินสด เงินฝาก ลูกหนี้การค้ามีมูลค่ามากกว่า สามารถตั้งข้อสันนาฐานว่าบริษัทนี้น่าจะพอเอาตัวรอดได้

4. วิธีฝึกความช่างสังเกต สะสมความรู้ไว้แล้วนำมาเชื่อมโยงกัน จะทำให้เห็นความสัมพันธ์ของเรื่องราวต่างๆได้ดียิ่งขึ้น อ่านหนังสือพิมพ์ไล่ทีละหน้า ช่วยเพิ่มความสนใจให้หลากหลาย มากกว่าการอ่านบนมือถือหรือหน้าจอ เพราะเราจะเลือกอ่านแต่สิ่งที่สนใจเท่านั้น และอ่านตัวเลขเศรษกิจ เช่นค่าจ้าง ค่าครองชีพ ราคาวัตถุดิบ อัตราว่างงาน เมื่อเราดูบ่อยๆ จากจุด จะกลายเป็นเส้น จากเส้นจะกลายเป็นด้าน และสุดท้ายกลายเป็นลูกบาศก์เมื่อนำข้อสันนิษฐานต่างๆมาประกอบกัน

และการดูสิ่งปกติมากๆก็จะทำให้เห็นสิ่งผิดปกติได้ง่าย หรือการเปรียบเทียบกับของธรรมดา ก็จะทำให้เห็นความพิเศษ


ส่วนบทสุดท้ายเป็น 10 เคล็ดลับการเป็นคนตาไว เพราะการมองเห็นเชื่อมโยงกับการสังเกต เมื่อมองเห็น ก็จะมีความสุข

การค้นพบและฉุกคิดทำให้เราเห็นโลกกว้างขึ้นลองหัดเป็นคนช่างสังเกตดูกันบ้างก็ดีนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น