072 ความไม่ได้ดั่งใจ อาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป

072


ความไม่ได้ดั่งใจ อาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป


ในหนังสือ พันครั้งที่หวั่นไหว กว่าจะเป็นผู้ใหญ่ของคิมรันโด ได้เขียนเรื่องราวของเจ้าของห้องเช่าที่ใจแคบที่สุด คือสุดยอดเข้าของห้องเช่าเอาไว้


คิมรันโด เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยโซล ที่เกาหลีใต้ ซึ่งจะมีอพาร์ทเมนต์ที่เตรียมไว้ให้สำหรับอาจารย์ที่ยังไม่มีที่อยู่ (สมัยนั้นอาจารย์จะมาต่างต่างจังหวัดหรือไม่ก็จบจากต่างประเทศ ทำให้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งในโซล) เป็นที่พักให้บรรดาอาจารย์เช่าราคาถูกเป็นเวลา 2 ปี


ซึ่งตอนนั้นการแข่งขันสูงมาก ใครๆก็อยากได้สิทธ์การเช่าระยะยาวนี้ เพราะไม่ต้องตระเวนหาห้องเช่าที่แสนแพงในโซล และวุ่นวายหาเงินมัดจำก้อนโต (ชอนเซ) ซึ่งถ้าได้พักที่มีอพาร์ทเมนต์ของมหาลัย ก็ไม่ต้องวางเงินชอนเซ และสามารถเอาเงินไปทำอย่างอื่น เช่นฝากธนาคารกินดอกเบี้ยได้อีก แถมยังไม่ต้องกังวลกับการเช่าที่พักข้างนอกแล้ววันดีคืนดี เจ้าของห้องบอกยกเลิกสัญญาดื้อๆ
ทำให้ Demand ในการอยากได้สิทธ์ที่พักที่มหาลัยเตรียมไว้มากกว่า Supply


ซึ่งคิมรันโด ก็ได้ยื่นเรื่องไปแต่ไม่ผ่าน ทำให้ต้องออกไปหาห้องเช่าแบบวางเงินประกันชอนเซ ซึ่งก็มีปัญหาภายหลัง เพราะเมื่อเกิดวิกฤติ IMF เจ้าของห้องไม่ยอมคืนชอนเซ ทำให้ต้องฟ้องร้องกันวุ่นวาย คิมรันโดได้บทเรียนว่าปัญหาการเช่าบ้านแบบชอนเซนั้นหนักหนาสาหัสมาก และตั้งใจว่าจะต้องซื้ออพาร์ทเมนต์ของตัวเองให้ได้ เขาจึงกู้ธนาคารรวมกับเงินชอนเซที่ฟ้องร้องจนได้คืนมา และรวมกับที่หยิบยืมจากญาติพี่น้อง


ดิ้นรน เก็บเงิน หารายได้เพิ่ม ทำทุกทางจนสามารถซื้ออพาร์ทเมนต์ได้สมใจภายใน 2 ปี


ช่วงเวลานี้เองที่คิมรันได้เจอเพื่อนอาจารย์ผู้ซึ่งได้เช่าอพาร์ทเมนต์สวัสดิการแต่สิทธ์กำลังจะหมดลง เขาดูกังวลใจมากเพราะต้องหาที่พักใหม่ท่ามกลางราคาห้องเช่าที่ปรับตัวสูงขึ้นในโซล


คิมรันโดจำได้ว่าเพื่อนอาจารย์คนนี้ดูวางท่า ภูมิใจมากที่ได้รับเลือก แต่ว่าตอนนี้สภาพกลับตรงกันข้ามกันเลย เขาบอกว่า ถ้าตอนนั้นเขาไม่ได้รับสิทธ์แล้วหาทางออกด้วยตัวเอง ป่านนี้คงมีบ้านแบบคิมรันโดแล้ว


ตอนนั้น คิมรันโด ถึงได้รู้ว่า ความผิดหวัง ความไม่ได้ดั่งใจ จะทำให้เราเตรียมพร้อม มีแรงฮึดสู้ได้ดีกว่าทางที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เขารู้สึกว่า โชคร้ายกลายเป็นโชคดีในที่สุด



หลังจบปริญญาโท เจ้เข้าทำงานที่ Starwood ที่เคยเป็น Chain โรงแรมใหญ่ติดอันดับโลก มีแบรนด์โรงแรมที่ดูแลคือ Sheraton, Westin, A Luxury Collection, W, Le Meridien, St. Regis และอีกหลายแบรนด์


ตอนนั้นที่ได้ทำงานที่นี่ ภูมิใจมาก เพราะว่าได้ทำที่ Regional Office ซึ่งมีแต่บรรดาผู้บริหารต่างชาติ และคนไทยหยิบมือเดียว เจ้มีนายเป็นคนสิงคโปร์ ทั้งออฟฟิศมีคนไม่ถึง 20 คน ทำงานที่ตึกสาธรสแควร์ ตึกสวย ใจกลางเมือง ตลอดสองปีกว่าที่อยู่ด้วยกันมา มีแต่ความสุขในการทำงาน จนถึงวันที่มีข่าวว่า Marriott จะเข้าซื้อกิจการ Starwood ทั้งหมดทั่วโลก


วันนั้นเอง ที่เจ้รู้สึกว่า งานที่เคยคิดว่ามั่นคง กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเราอยู่ในส่วน Corporate ไม่ใช่ส่วนโรงแรม เวลาซื้อกิจการ เขาต้องต้องเอาคนทำงานที่โรงแรมไปด้วย ดังนั้นพวกที่ทำอยู่ Corporate ทั้งหลายทั่วโลก ทั้ง Area และ Regional office ก็มีหนาวๆกันว่าจะโดนเลิกจ้าง และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ


ปลายปี 2015 Marriott เซ็นสัญญาซื้อ Starwood เรียบร้อยและค่อยๆมีการโอนถ่ายงานกัน เป็นระยะเวลาเกือบปี ช่วงสองเดือนสุดท้ายของการทำงานที่นี่ มีคนจาก Marriott เข้ามานั่งทำงานที่ออฟฟิศของ Starwood มันเป็นภาพที่ปวดใจ เพราะพี่ๆ Starwood เริ่มหายไปทีละคน สองคน จากการสมัครใจลาออกเองบ้าง จากการเลิกจ้างเองบ้าง เป็นการถ่ายเลือดเก่าออกแล้วรับเลือดใหม่ (คนจาก Marriott) เข้ามา


จนเมื่อถึงต้นปี 2017 เมื่อส่งทุกคนออกจาก Starwood ครบแล้ว ถึงเวลาที่เจ้จะไปบ้าง ตอนนั้นมี Opportunity เข้ามาให้เลือกอยู่ 3 ที่ กลุ้มใจมากเพราะกังวลไปหมด เนื่องจากใจจริงไม่ได้อยากย้ายไปไหน แต่สุดท้ายก็เลือกออกมาเป็นลูกหลานผู้พัน KFC เพราะมีพี่ที่รู้จักชวนไปทำ


ช่วงแรกๆที่ทำงานที่ใหม่ Culture Shock มาก เพราะไม่เคยต้องส่งเมล์เป็นภาษาไทย และ ระบบการทำงานอะไรก็ไม่เหมือนกัน สไตล์คนทำงานก็คนละขั้วกันเลย เปลี่ยนจากโรงแรมมาสาย Food จากองค์กร International มาเป็นองค์กรไทยๆ คนละเรื่องกันจริงๆ ช่วงแรกที่ทำงานที่นี่ยังอาลัยอาวรณ์ Starwood อยู่มาก ถึงตอนนี้ก็ยังคิดถึงอยู่


แต่เวลาก็ได้ทำให้เราเติบโตขึ้น ปรับตัวได้ดีขึ้น และทำงานอย่างมีความสุขได้เหมือนเดิม แถมยังพ่วงมาด้วยการบาลานซ์เรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานได้ค่อนข้างดี เพราะจำได้ว่าก่อนหน้านี้ เลิกงานมาไม่เคยเห็นแสงอาทิตย์เลย

พอมาอยู่ที่นี่ จัดสรรเวลาเองได้ มีเวลาออกกำลังกาย อ่านหนังสือที่ดองไว้ ลาเที่ยวได้ยาวๆ ไม่มีอะไรหายไป ยกเว้นภาษาอังกฤษที่ไม่ได้ใช้เยอะเท่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง


จนมาเจอ Covid-19 ที่ทำให้อุตสหกรรมท่องเที่ยวหยุดชะงักไปเป็นปี คนทำงานวงการนี้ ก็รู้กันว่าเจ็บปวดขนาดไหน เลยเข้าใจความรู้สึกคิมรันโดขึ้นมาทันที ว่าสิ่งที่เราคิดว่าแย่ ไม่ได้ดั่งใจในตอนนั้น ทำให้เราพร้อมและแข็งแรงกว่าเก่าในวันนี้



เช่นเดียวกันกับที่ Paul Smith นักออกแบบระดับโลก ที่ตอนแรกตั้งใจว่าอยากเป็นนักปั่นจักรยาน แต่เพราะประสบอุบัติเหตุจึงผันเส้นทางขีวิตเข้าสู่เส้นทางดีไซเนอร์ และอีกหลากหลายเรื่องราวของคนดังที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ แต่ในอดีต พวกเขาก็เจอกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังมานับไม่ถ้วน


หากเจอเรื่องร้ายๆ เปลี่ยนให้มันเป็นแรงผลักดันให้เราสู้ต่อไป เราต้องรู้จักเรียนรู้รสชาดของความเจ็บปวด เราถึงจะเติบโตขึ้น


พยายามมองหาแง่ดีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำไว้ว่าอะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ดีเสมอ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น