073 ชมก่อนติ

073


ชมก่อนติ


ในที่ทำงานปัจจุบัน ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้เจ้มีโอกาสได้อยู่ในจุดที่ต้องเป็นเหมือน commentator เป็นคนโค้ช เป็นคนมองหาจุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อให้พนักงานพัฒนาตัวเอง อยู่บ่อยครั้ง


เจ้ยึดหลักว่า ถึงแม้เราจะอายุน้อยกว่าพนักงานคนอื่นที่เป็นผู้เข้าเรียนทั้งหมด แต่เมื่อถึงเวลาต้องทำหน้าที่ เจ้ก็จะพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ดีบอกว่าดี ชมกันตามเนื้อผ้า ไม่ดีก็บอกตรงๆให้ปรับปรุงตรงไหนบ้าง


เวลาที่ฟังพนักงานพรีเซนต์ จะคอยจดโน๊ตไปด้วยและเมื่อถึงเวลาต้องพูด เจ้ก็จะเริ่มจากประเด็นที่คิดว่าสำคัญที่สุดก่อนเสมอ แม้ว่าเรื่องแรกที่พูดจะเป็นการติ เพราะคิดว่าสิ่งสำคัญควรพูดถึงก่อน คนจะจำได้ดี ตามหลักการพรีเซนต์ว่าคนจะจำตอนต้น และตอนท้าย ได้ดีที่สุด ส่วนตรงกลางอาจจะเก็บได้ไม่หมด


ทำแบบนี้มาตลอด ไม่เคยเอะใจในคอมเมนต์ของตัวเองว่าจะไปทำร้ายจิตใจใครหรือไม่ เพราะคิดเพียงว่า เรามีเจตนาดี


แต่เมื่อต้นปี เจ้ได้เป็นกรรมการ ที่ฟังการพรีเซนต์สอนหัวข้อที่ต้องใช้อบรมพนักงาน จากบรรดาพี่ๆระดับผู้จัดการเขต ซึ่งวันนั้นเป็นวัน certify champ (คล้ายๆการสอบสอน) จึงต้องมีเชิญกรรมการข้างนอกองค์กรเข้ามาร่วมฟังและร่วมให้คะแนนด้วย


แต่ละคนจะไปเตรียมตัวตามหัวข้อที่ได้รับ และมา Teach Back คือสอนเสมือนจริงให้คนอื่นในห้องฟัง เจ้ก็ทำตามสเต็ปเดิมที่เคยทำ คือ ตั้งใจฟัง สังเกตทั้งภาษาพูด ภาษากาย และจดบันทึกไว้

พอพนักงานท่านนั้น พรีเซนต์จบ เจ้เป็นแรกที่คอมเมนต์ จำได้เลยว่า เจ้เริ่มด้วยคำติก่อน “ พี่ส้มโอ (นามสมมติ) ไม่ควรให้โพยมันแย่งซีนพี่ไป เพราะพี่ยืนอ่านแทบตลอดเวลา ทำให้พี่ไม่คอนเนกกับคนดู” และติไปอีก 2-3 เรื่อง ก่อนจะปิดท้ายด้วยเรื่องชม “แต่ วันนี้ถือว่าพี่ส้มโอมีพัฒนาการจากตอนซ้อม ไม่พูดเร็วเพราะตื่นเต้นเหมือนเปิดก๊อกที่น้ำไหลไม่หยุด วันนี้ดูนิ่งมากขึ้น มีจังหวะจะโคนในการหยุด รอทั้งห้องให้เข้าใจพร้อมกัน บลา บลา…”


เจ้คิดเอาเองว่า อะไรก็ตามหลังคำว่า “แต่” คือเรื่องจริงที่สำคัญกว่า

เจ้อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โดนตินิดหน่อย แต่ได้รับคำชมมากมาย และให้น้ำหนักกับคำชมมากกว่า เลยเลือกที่จะเก็บไว้พูดทีหลัง


และกรรมการท่านอื่นๆก็คอมเมนต์กันตามปกติ พอเสร็จแล้ว ถึงเวลาพักเบรคพอดี มีพี่กรรมการจากข้างนอกท่านนึง เดินเข้ามาหาเจ้และบอกว่า คอมเมนท์ดี แต่อยากให้เรียงลำดับใหม่น่าจะฟังแล้วลื่นไหลกว่า คือ เริ่มจากชมก่อน แล้วค่อยติ เสร็จแล้วปิดท้ายด้วยการย้อนกลับไปชมอีกครั้ง จะทำให้คนฟังรู้สึกดีกว่าเปิดมาปุ๊บก็โดนติเลย


หน้าชาไปวูบหนึ่ง นี่เราทำให้คนเสียความรู้สึกไปตั้งเท่าไหร่แล้วเนี่ย


ช่างไม่มีศิลปะในการพูดเอาเสียเลย ทำงานมาก็แล้วนาน เพิ่งมาระลึกได้ก็ตอนมีคนเตือน ต้องขอบคุณกรรมการท่านนั้น ที่สอน ไม่ปล่อยผ่าน เจ้ถือว่าใครที่กล้าตักเตือนเรา คนนั้นเค้าไม่ได้เกลียด แต่เพราะหวังดีกับเราจริงๆ


เราจึงต้องน้อมรับทั้งคำติและคำชม อย่าไปอคติกับคนที่แย้งเรามา


ถ้ามาดูหนังสือที่บ้าน จะพบเรื่องที่เกี่ยวกับการพูดค่อนข้างเยอะ เพราะเจ้รู้ตัวว่าพูดไม่เก่ง แต่ด้วยหน้าที่การงานมันเป็นไฟลท์บังคับ จึงต้องศึกษาเพิ่มเติม พอรู้ว่าเราขาดอะไร เจ้ก็รีบไปเติมความรู้ โดยการไปเข้าคอร์สเรียนพูด public Speaking ลางานไปเรียนเอง 3 วันเต็ม จ่ายเงินค่าเรียนเองหลักหมื่น


เราจะมัวรอให้บริษัทมาป้อน หรือต้อนให้ไปอบรมไม่ได้แล้ว ในเมื่อมันส่งผลกับงานที่ทำ มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องพัฒนาตัวเองด้วย


หลังจากนั้นมา เมื่อต้องมีการคอมเมนท์ เจ้ก็ปรับการวิจารณ์ใหม่เลย ไม่ว่าคนนั้นจะมีข้อที่ต้องปรับปรุงมากขนาดไหน เจ้ก็จะไม่พูดเรื่องแย่ให้เค้าเสียกำลังใจก่อน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดก็ตาม


เพราะความรู้สึกคนฟัง สำคัญกว่า


ถ้าเราทำใจเขาห่อเหี่ยวแล้ว จะเติมยังไงก็เติมไม่เต็ม ต้องรอให้เค้าตกผลึกได้เอง กว่าจะถึงวันที่เค้าเข้าใจความหมายของเรา ก็อาจไม่คุ้มกับการที่เราไปฝากรอยแผลไว้ในใจเค้า


การพูดจึงสำคัญมาก เมื่อต้องวิจารณ์ใคร ชม ก่อน ติ เสมอ นะน้องรัก


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น