062 พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่

062


พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่


เป็นหนังสือเล่มที่สองของอาจารย์คิมรันโด ซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือเล่ม เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด ที่โด่งดังขายดีกว่าสองล้านเล่มในเกาหลี และในไทยก็พิมพ์ไปเกิน 20 ครั้งแล้ว อาจารย์คิมรันโด เปรียบเสมือนบาทหลวงที่ช่วยเยียวยาจิตใจวัยรุ่น สมานแผล และคอยลูบหลัง ปลอบโยนให้ค่อยๆใจเย็นๆ และจงมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้


เล่มภาคต่อนี้ เป็นเรื่องราวที่ขยับมาจากวัยเรียนเป็นเข้าสู่วัยทำงานแล้ว เนื้อหาก็จะหนักขึ้น โตขึ้นกว่าเล่มแรก และพูดถึงประเด็นรอบตัว ทั้งเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต เพื่อให้ก้าวข้ามผ่านจากเด็กน้อยสู่ผู้ใหญ่ได้อย่างสง่างาม


อาจารย์คิมรันโดตอนเขียนหนังสือเล่มนี้ก็อายุ 40 กว่าแล้ว ยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่หรือยัง เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องแปลกใจถ้าวันไหนจะทำอะไรไม่เข้าท่าไปบ้าง หรือสับสนในตัวเองไปบ้าง


สิ่งที่ชอบมากจากหนังสือเล่มนี้คือ การที่บอกว่า ให้รักในชะตาชีวิตของเราเอง (Amor Fati) ถ้าเราไม่รักในชีวิตของเราแล้ว ก็จะไม่มีแรงกายแรงใจฝ่าฟันอุปสรรคใดๆที่เข้ามาได้


ตัวอย่างที่เล่ามาประกอบเรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็กชายวัยเรียนคนหนึ่งที่ชีวิตเจอแต่เรื่องแย่ๆ จนเหมือนจะหมดหนทางที่จะมีความสุข ทั้งแม่ที่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง พ่อที่หาเรื่องทะเลาะกับแม่ไม้เว้นวันเพราะกลายเป็นบุคคลล้มละลายเนื่องจากต้องเอาเงินเก็บไปรักษาแม่ พี่ชายที่เปลี่ยนไปติดเหล้า ยืมเงินและเป็นหนี้คนอื่นไปทั่ว


ตัวเด็กคนนี้เองจึงต้องทำงานที่ใช้แรงงานหนัก เพื่อใช้หนี้แทนพี่ และเพื่อประทังชีวิตครอบครัว ทำให้เป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน แต่เค้าก็บอกว่า ก็จะอดทนสู้ เพื่อให้ครอบครัวกลับมารักกันเหมือนเดิม


อาจารย์คิมรันโดฟังเรื่องนี้แล้วน้ำตาจะไหล จุกอกอย่างบอกไม่ถูกว่าคนคนหนึ่งทำไมถึงเจอเรื่องทุกข์ใจได้มากมายขนาดนี้ และคำปลอบใจ คำสอนเดียวที่อาจารย์คิมรันโดมีให้ คือให้รักในชะตาชีวิตของตัวเอง Amor Fati เด็กคนนั้นก็รับฟังแบบ งงๆ ว่า มีแค่นี้เองเหรอ คำแนะนำจากอาจารย์ผู้เป็นที่ปรึกษาให้วัยรุ่นชื่อดัง


วันเวลาผ่านไป เด็กคนนั้นแจ้งข่าวกลับมาว่า ตอนแรกไม่เข้าใจในคำสอนของอาจารย์ และโกรธมาก รู้สึกว่าอาจารย์ไม่ใส่ใจปัญหาเค้าจริงๆ เหมือนพูดแค่ให้กำลังใจแบบผ่านๆไปงั้นๆ จนเค้ารู้สึกอยากตายขึ้นมา เพราะไม่ว่าใครก็ช่วยให้เค้ารู้สึกดีขึ้นไม่ได้เลย


แต่ก็ไม่มีเวลาให้นั่งคร่ำครวญ และคิดว่าตายไม่ได้ เพราะแม่จะอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีเค้า
หลายเดือนผ่านไป เด็กคนนั้นเลือกที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานและดูแลแม่ให้ดีที่สุด โดยไม่คิดถึงเรื่องทุกข์อื่นๆ ทำแบบนี้ไปสักพัก สุขภาพเขาก็ดีขึ้นมาก เพราะไม่มีความเครียด ความหดหู่ ความไม่รักตัวเองเหมือนกับก่อนหน้านี้

การที่เค้ามุ่งแต่จะทำสิ่งดีๆ โดยไม่มัวแต่โทษโชคชะตา ทำให้คนรอบข้างปลอบโยน ให้กำลังใจ เค้าขอบคุณที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ และยังมีอนาคตให้ฝันถึง


ในที่สุดเด็กคนนี้ก็ตกตะกอนและคิดได้ว่า ที่อาจารย์คิมรันโดบอกว่าให้รักในชะตาชีวิตตัวเอง คือการยอมรับและเรียนรู้ชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป


คุณค่าที่แท้จริงของตัวเรา ก็ควรเติมเต็มด้วยตัวเราเอง ต้องยอมรับเกียรติของตัวเองก่อนจึงจะเกิดความนับถือตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่เด็กคนนั้นนึกขอบคุณอาจารย์ที่ให้บทเรียนเรียบง่ายแต่ยากในการเข้าถึงให้เขา


อาจารย์คิมรันโด รู้ดีว่า เมล็ดพันธุ์ของเด็กคนนั้นกำลังเติบโตภายใต้ความทุกข์ ทางแก้คือ จงทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังนั้นงอกเงยออกมา ถ้าแม้แต่ตัวเราเองไม่รักชีวิตตัวเอง หมดหวัง แล้วจะมีชีวิตที่ดีต่อไปได้อย่างไร


เวลาเสียใจมาก วันเดียวก็ต้องอยู่ให้ได้ เวลาป่วยหนัก ชั่วอึดใจเดียวก็ต้องอยู่ให้ได้เวลาสิ้นหวังจนมองไม่เห็นทางออก ถ้าผ่านวันนั้นมาได้ ก็จะผ่านพ้นวันต่อไปได้
และในที่สุดก็จะพาตัวเองให้มาถึงวันที่สามารถเล่าเรื่องราวเหล่านั้นได้โดยไม่รู้สึกอะไรได้อย่างน่าแปลกใจ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น