
039 Business Beyond the Box (2/2)
ต่อจากเมื่อวาน
เราได้หัวลูกศร 3 ข้อไปแล้ว ทีนี้ เวลาจะขว้าง แล้วถ้ามีแค่หัวลูกศร มันก็จะไปไม่ได้ไกล อย่างมาก ขว้างสุดแรงก็ได้แค่สามสี่ก้าวเดินเท่านั้น ถ้าจะขว้างลูกศรให้ให้โดนเป้าอะไรบางอย่าง เราจึงจำเป็นต้องมีแกนที่เป็นด้ามลูกศรอีก 5 อย่าง
4. Act in the action zone – เมื่อมีปัญหา ให้วางและจัดการปัญหาในโซน โซนที่ว่าคือ อย่าเกินขอบเขต การไม่ตัดสินใจ กับการไม่คิด แต่ทำเลยอย่างไม่รอบคอบ การที่มีทางเลือกเยอะเกินไปจนสับสน และ การไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อมีวิกฤติ ควรมีทางเลือก (option) บ้าง และควรใช้เวลาคิดไตร่ตรองบ้าง ให้มันอย่าช้า อย่าเร็ว อย่ามาก อย่าน้อย เอาให้อยู่ในโซน พอดีๆ
5. Become whole – brained – Thinking เพราะสมองคนทำงาน (ที่ไม่ใช่ศิลปิน จิตรกร คนทำงานด้านศิลปะอะนะ) มักจะใช้เหตุผล (Logic) ซีกซ้าย มากกว่าสมองซีกขวา ที่เป็นจินตนาการ เราซ่อนความคิดสร้างสรรค์ ซ่อนความเป็นเด็กของเราไว้ในตัวเพราะกลัวคนจะหาว่าเพ้อเจ้อ ไม่เป็นมืออาชีพ แต่จริงๆแล้ว การได้ใช้สมองทั้งสองส่วน จะทำให้เราดับเบิ้ลความสามารถในการทำงานเป็นสองเท่า ลองนึกๆดูว่าเราจะทำยังไงให้ได้ใช้สมองซีกขวาในการทำงานได้บ้าง อาจจะเป็นการใช้ Mind Mapping ก็ได้ อย่างของเจ้เอง จะเห็นบ่อยๆว่าพรีเซนเทชั่นที่ต้องนำเสนอ เจ้มักจะใช้รูปภาพ มากกว่าตัวหนังสือ ใช้ชาร์ต ไดอะแกรมมากกว่าตัวเลข เพราะคิดว่ามันดึงความสนใจได้ดีและเข้าใจ ติดอยู่ในหัวได้นานกว่า
6. Choose Growth mindset – สร้างกรอบความคิดแบบเติบโต อย่าปิดกั้นศักยภาพที่มีแค่เพียงสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้นคีย์หลักคือ ให้ดูกันที่ความพยายาม (Effort) มากกว่าผลลัพธ์ (Result) เช่น สมมติว่ามีลูกเรียนชั้น ป.1 และสอบวิชาเลขได้คะแนนเต็ม อย่าชมว่าลูกเก่งเลข เพราะลูกอาจจะไม่อยากทำ อยากลองอย่างอื่น เพราะกลัวว่าถ้าทำได้ไม่ดีก็จะเป็นคนไม่เก่ง แต่ลูกอยากจะให้แม่ชมว่าเก่ง ก็เลยจะมุ่งแต่วิชาเลขเดิมๆต่อไป ซึ่งเราสามารถชมความพยายามของเค้าแทนได้ เช่น ดีมากที่พยายามทำแบบฝึกหัดตั้งหลายร้อยข้อ ลูกเลยสอบได้คะแนนดี ประมาณนี้ เด็กก็จะได้ไม่ยึดติดกับวิชาเลขและยังสามารถเอาขั้นตอน การทำแบบฝึกหัดนี้ไปใช้กับวิชาอื่นๆหรือเรื่องอื่นๆเพื่อฝึกฝนให้เก่งเรื่องนั้นๆได้อีก พี่ปุ้มคนสอนบอกว่า รู้ไปหมด = แก่ ถ้าอยากเป็นเด็ก ต้อง รักที่จะเรียนรู้เหมือนเด็กๆ
7. Use Hats, Maps, and think pads – เวลาประชุม ลองเอาวิธีสวมหมวกแต่ละสี (The Six Thinking Hats) เข้ามาช่วยดู จะทำให้การประชุมได้ความคิดหลากหลายมุมมอง และสรุปปิดจบได้ด้วยดี โดยถ้าเราสมมติว่า ตอนนี้ทุกคนสวมหมวกสีขาวอยู่ ให้พูดแต่เรื่องที่เป็นความจริง เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงเท่านั้น ถ้าสวมหมวกสีแดง ให้พูดเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์ โดยไม่ตัดสินใคร แค่บอกสิ่งที่เรารู้สึกถ้าสวมหมวกสีเหลือง ให้พูดแต่ด้าบวก สิ่งดีๆของสถานการณ์นั้นๆถ้าสวมหมวกสีดำ ให้พูดถึงข้อควรระวัง จุดเปลี่ยน ความท้าทาย หรือสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษถ้าสวมหมวกสีเขียว ให้ใช้จินตนาการ พูดนึกไอเดียใหม่ๆ ได้เลย เป็น creative thinking hatถ้าสวมหมวกสีฟ้า ให้พูดถึงขั้นตอน ว่าเราจะทำอะไร เช่น เราจะสรุป เราจะตัดสินใจกันแล้วนะ ซึ่งยังมีการใช้ mind mapping หรือการมี Healthy Debate เพื่อนำไปสู่ Healthy Decision และการกล้าพูดคุยเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง (Discuss the Undiscussable) อันนี้เจ้ขอเก็บไว้ขยายความอีกทีวันหลังเพราะเรื่องมันยาว
8. Recharge, get on fire – จุดประสงค์ของเร่องนี้คือ เครื่องยนต์ที่พุ่งแรง มันก็ต้องมีการพักเพื่อชาร์ตแบตบ้าง ไม่มีรถแข่งคันไหนสามารถวิ่งในสนามได้ตลอดโดยไม่หยุดพักเติมน้ำมัน และชีวิตเราไม่ได้มีแค่ด้านการทำงานอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายๆด้านเช่น ครอบครัว การเงิน สุขภาพ ฯลฯ รอเราอยู่เหมือนวงล้อชีวิต (Wheel of life) ที่เราต้องคอยบาลานซ์ให้ดี ถ้ามุ่งไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งและทิ้งอีกเรื่องไว้ วงล้อก็จะบูดๆเบี้ยวๆและไม่สามารถกลิ้งไปข้างหน้าได้ และนี่คือลูกชิ้นในชามก๋วยเตี๋ยวที่เจ้หยิบขึ้นมาให้ชิม จริงๆ ยังมีเนื้อหาอื่นๆ (เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำซุป ฯลฯ) อีกมากในหลักสูตรที่เรียน แต่เจ้คงไม่สามารถยกก๋วยเตี๋ยวทั้งชามมาให้กินได้ เพราะเดี่ยวจะโดนจับเรื่องลิขสิทธ์ เอาเป็นว่า ลองไปคิดตามดูหน่อยก็แล้วกัน
มันดีจริงๆนะ เป็นเรื่องที่คนอื่นทั่วโลกเค้าเรียนกันมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน แต่ตอนนี้คอนเซปต์ต่างๆในหนังสือเล่มนี้ก็ยังใช้ได้อยู่แปลว่ามันคลาสสิกมาก แล้วเราจะไม่ลองศึกษาดูหน่อยหรือ
ด้วยรักจากเจ้
