
038 Business Beyond the Box (1/2)
เมื่อต้นสัปดาห์ เจ้ได้เข้าเรียนหัวข้อ Business Beyond the Box 2 วันเต็ม เป็นคลาสที่ดีมาก เพราะเป็นเรื่องของการทำงานแบบทะลุกรอบเดิมๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใหม่ๆที่ดีกว่าเดิมอันที่จริง คลาสนี้ในอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อน คน KFC ทุกประเทศ เคยเรียนกันมาแล้วในชื่อ Achieving Business Result (ABR) และก็จางหายไปตามกาลเวลา แต่มี KFC อยู่ประเทศหนึ่งที่ยังคงนำหลักการของ ABR มาใช้อย่างต่อเนื่อง และผลก็คือ วันนี้แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 แต่ก็ยังอยู่รอดมาได้สบายๆ ประเทศนั้นคือรัสเซีย
รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลการดำเนินงานธุรกิจ KFC ดีมาตลอด และเป็นต้นแบบในการทำสิ่งใหม่ๆ ให้ KFC ประเทศอื่นต้องมาศึกษา Best Practice ว่าทำได้อย่างไร จนเมื่อค้นไปค้นมา จับต้นตอได้ว่า เพราะรัสเซียยังใช้ตัว ABR นี้มาตลอดนั่นเอง
—
ก่อน COVID-19 จะมาเยือนโลก หลายปีแล้วที่เจ้ไปเที่ยวทะเลสาปไบคาล (Baikal Lake, Russia) ต้องบินไปลงที่สนามบินที่เมืองเอียร์คุตสก์ (Irkutsk) ที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อค้าขายระหว่างรัสเซียตะวันตก จีน มองโกเลีย และทิเบต และยังเป็นประตูที่จะไปสู่ทะเลสาบไบคาล Irkutsk ไม่ได้เป็นเมืองที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือมีสิ่งก่อสร้างการคมนาคมที่ไฮเทคเท่าเมืองใหญ่ๆในโลก แต่ก็ถือว่า เป็นเมืองศิลปะ เพราะว่าตึกรามบ้านช่อง สถาปัตยกรรมของเค้ายังมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่
ขนาด Irkutsk ไม่ใช่เมืองหลวง หรือเมืองที่มีต่างชาติ (Expat) ทำงานเยอะ แต่ตอนนั้นที่ไปเที่ยวแล้วแวะกิน KFC ก็เห็นว่าเค้าใช้เทคโนโลยีนำหน้าไทยเราไปไกลแล้ว มี Kiosk สั่งอาหารเอง จ่ายเงินที่ตู้เลยไม่ต้องไปต่อคิวที่เคาท์เตอร์ ซึ่งน่าจะดีกับนักท่องเที่ยวที่พูดรัสเซียไม่เป็น (คนรัสเซียส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมจะพูดอังกฤษกัน) ยังนึกอยู่ว่า แล้วถ้าเป็นเมืองที่เจริญมากๆ KFC บ้านเค้าจะเจ๋งขนาดไหนกันนะ
ตัดภาพกลับมาที่ไทย KFC ไทยเราก็ไม่น้อยหน้า แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้นำเทรนด์ที่มาก่อนกาลแบบรัสเซีย แต่เราก็เป็นเจ้าแรกๆที่ปรับตัวไวมาก เนื่องจากมี COVID-19 เป็นตัวเร่ง สังเกตได้ว่าภายในเวลาไม่นานหลังเกิดการระบาด KFC ที่ไทยเกิดช่องทางการขายใหม่ๆนอกเหนือจาก Dine in ที่ร้าน ขึ้นมากมาย ทั้ง Aggregator (ผ่าน Food Panda / Lineman / Grab) ทั้งออกแอพลิเคชั่น KFC ที่สามารถเลือกว่าจะ Delivery หรือ Self Pick Up (SPU) และยังมี Curb Side ที่เป็นบริการส่งถึงรถ (เฉพาะบางสาขา ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม) และคงมีอะไรใหม่ๆให้เราได้ติดตามกันต่อไป
—
กลับมาที่หลักสูตร ABR ที่เมื่อก่อนทาง Yum เอามาจากหนังสือ Getting Results the Agile Way: A Personal Results System for Work and Life แต่พอเป็นอันล่าสุดที่เรียน Yum ได้เอาหนังสือ Business Beyond the Box : Applying your mind for breakthrough results มาปรับปรุงเนื้อหาให้กระชับและเข้ากับบริบทของ KFC มากขึ้น
Business Beyond the Box มาด้วยความคิดหลักที่ว่า บริษัทที่สามารถอยู่เหนือกาลเวลา (หมายถึงว่าไม่เจ๊งเวลาเปลี่ยนยุคสมัย) คือบริษัทที่ innovate business model ตลอดเวลา ต้องกล้า Agile (เรือเล็กออกจากเรือใหญ่ ทำให้คล่องตัวขึ้น เร็วขึ้น ถ้าล้มก็ล้มเร็วลุกเร็ว ไม่เจ็บตัวมาก)
คอนเซปใหญ่ๆของตัว Business Beyond the Box นี้คือ การไม่ก้าวทีละนิด (Incrementalism) เพราะจะทำให้เราทำแบบเดิมๆ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากเดิม แต่ให้เปลี่ยนเป็นการก้าวกระโดด (Breakthrough) แทนซึ่งการจะก้าวกระโดด มีขั้นตอนใหญ่ๆ อยู่ 3 อย่าง ที่เปรียบเสมือนหัวลูกศร
1. Picture Step Change – เป็นการมองภาพใหญ่ให้ออกว่าอยากให้เปลี่ยนจากเดิมอย่างไร ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึดถึงตรงนี้ เพราะจะคิดว่า เจ้านายต้องให้อันนี้มาสิ ไม่ใช่หน้าที่ฉันซะหน่อย แต่วิธีการฝึกให้โตเป็นเจ้านาย คือการคิดแทนเจ้านายได้ เช่น หากเรามีเรื่องเข้าไปนำเสนอขอให้นายอนุมัติ ปกติเราก็จะแค่หาข้อมูลเปรียบเทียบกันแล้วเอาไปให้นายเลือก แต่ถ้าเราอยากไปไกลกว่านั้น ให้คิดแทนเจ้านายเลยว่า ถ้าหนูเป็นพี่ หนูจะเลือกอันนี้เพราะอะไร ฯลฯ นอกจากเป็นการฝึกมองภาพใหญ่แล้ว ยังช่วยให้งานเค้าน้อยลง นายก็จะแฮบปี้มากขึ้นซึ่งวิธีในการทำ Picture Step Change มีมากมาย เช่น Cloud down คนส่วนใหญ่จะตั้งเป้าหมายถัดไปโดยเทียบกับครั้งก่อนแล้วตั้งให้สูงกว่านิดนึง แต่วิธีนี้เสนอว่าให้ตั้งเป้าสูงๆเหนือเมฆเลย แล้วหาทางทำทุกอย่าง แม้ที่สุดแล้วด้วยทรัพยาการทั้งหลายที่เรามีจะพาเราไปได้ไม่ถึงก้อนเมฆแต่ อย่างน้อยก็อยู่บนฟ้า ใกล้ก้อนเมฆนั้นมากๆแล้ว เมื่อเทียบกับเป้าหมายเก่าที่อาจจะอยู่แค่ยอดตึกเท่านั้น หรืออีกวิธีคือ Future Back ตัวอย่างที่เห็นชัดเลยคือ อีลอน มัสก์ จะใช้วิธีบ่อย คือมองภาพในอนาคตรอไว้ก่อนเลยว่า จะต้องไปเหยียบดาวอังคารให้ได้ และค่อยหาวิธีการทำไปให้ถึง
2. Build Know How ต้องยอมรับว่าไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง เรื่องไหนที่ไม่รู้ก็แค่ยอมรับว่าไม่รู้และไปหา Know How มา ซึ่งคนเราไม่จำเป็นต้องสร้างวงล้อใหม่ทุกครั้งก็ได้ เพราะความรู้อยู่ทุกที่ในโลกในรูปแบบของ ความรู้ในตัวคน (Tacit ) หรือที่เรียกกันว่า Street Smart กับ ความรู้จากทฤษฎี (Explicit) ก็เปรียบเหมือน Book Smart และมันสามารถเอามาผสมกันได้ เช่น Tacit + Tacit คือไปคุยกับคนที่รู้ Explicit + Tacit ถามคำถามหรือค้นหาสิ่งที่ต้องการรู้ในหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตExplicit + Explicit เป็นการเปรียบเทียบข้อมูลเก่าให้ได้ข้อมูลใหม่ออกมาTacit + Explicit เอาไปเขียนตำรา หรือทำ output อื่นๆ ออกมา เช่นสอนคนอื่น
3. Creative คนเราชอบเอาระบบ กฎเกณฑ์ที่ทำตามๆกันมาเป็นกรอบ ไม่เดินไปเฉียดมัน แต่ถ้าอยากหลุดจากวังวนเดิมๆ ก็ต้องหัดคิดนอกกรอบบ้าง ซึ่งตรงนี้มีตัวอย่างเยอะแยะในวงการโฆษณา หรือยกตัวอย่าง ถ้าของ KFC เอง ในประเทศจีนมีสาขาประมาณ 5800 ร้าน เฉลี่ยแล้ว 1 สาขาเสิร์ฟลูกค้าได้ 240,000 คน (ส่วนของไทยอยู่ที่ 1สาขาต่อ 50,000 คน) KFC ที่จีนเห็นช่องว่างตรงนี้ ว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่สามารถเข้าถึงร้าน KFC ได้ จึงได้มีการลองทำ KFC Pocket Store ขึ้นมา ให้ลูกค้า KFC นี่แหละ สามารถ Run ร้าน KFC ของตัวเองได้บนมือถือ ตกแต่งร้านตามสไตล์ที่ชอบ ให้คนอื่นมาออเดอร์ที่ร้านของตน ก็แค่ออกไปซื้อตามออเดอร์ที่ร้าน KFC ใกล้ๆมาส่ง กินส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นไป ฯลฯ
เรียนถึงตรงนี้แล้วรู้สึกได้ว่า เราควรต้องกล้าขยับกล่องไปเรื่อยๆ อย่าให้หยุดอยู่ที่เดิมนานเกินไปเนื่องจากเนื้อหายาว ไว้มาต่อส่วนที่เหลือนะ
ด้วยรักจากเจ้


