026 Productivity – คิดแบบเยอรมัน ทำแบบญี่ปุ่น

026

Productivity – คิดแบบเยอรมัน ทำแบบญี่ปุ่น

เล่มนี้เจ้เห็นวางอยู่ที่บ้าน ไม่แน่ใจว่าใครซื้อมาอ่าน หรือใครให้มา แต่ก็ดีใจที่เริ่มเห็นหนังสือเพิ่มขึ้นในบ้านบ้างแล้วเป็นหนังสือที่สรุปการตกตะกอนการทำงานของผู้เขียน ซุมิตะ คัน ที่เป็นคนญี่ปุ่นแล้วมีโอกาสได้ไปทำงานที่เยอรมันกว่า 20 ปี เค้าได้เห็นวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันของสองประเทศนี้ เลยเอามาเขียนหนังสือซึ่งถือว่าทำได้ดีทีเดียวถามว่าทำไมต้องเป็นสองประเทศนี้

ญี่ปุ่นกับเยอรมันมีอะไรน่าสนใจ เราถึงต้องเรียนรู้ มาดูกันทั้งญึ่ปุ่นที่อยู่ในทวีปเอเชีย และเยอรมันอยู่ที่ยุโรป อยู่ห่างกันคนละฝั่ง แต่สองประเทศมีความคล้ายคลึงกันมากในแง่ของขนาดพื้นที่ GDP ของประเทศก็ไล่กันมาติดๆ และที่สำคัญ เป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างราบคาบ บ้านเมืองเสียหาย เศรษฐกิจพังพินาศ

แต่ด้วยเลือดนักสู้ทั้งสองประเทศทำให้ปัดฝุ่นลุกขึ้นยืนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้จนเป็นที่ยอมรับว่า ถ้าพูดถึงเยอรมันและญี่ปุ่น เป็นสองประเทศที่ประชากรมีคุณภาพส่งผลให้ทั้งสองกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ดูเผินๆก็ดูคล้ายกันไปเสียหมด

แต่ถ้าเป็นเรื่องของผลผลิตในการทำงาน (Productivity) คนเยอรมัน ทำได้ดีกว่าคนญี่ปุ่นห่างชั้นเลยทีเดียว เพราะคนเยอรมันมีชั่วโมงทำงานต่อปีน้อยกว่าคนญี่ปุ่นราว 350 ชั่วโมง วันหยุดทั้งปีก็มากกว่า แต่มูลค่าของผลงานที่ทำได้ใน 1 ชั่วโมงต่อคนของเยอรมันกลับสูงกว่าญี่ปุ่น มันเพราะอะไรกันนะ

1. ด้านแนวคิดพื้นฐาน คนเยอรมันไม่ยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไม่ใส่ใจเรื่องหยุมหยิม และมีความยืดหยุ่น สามารถผ่อนสั้น ผ่อนยาวได้ดีกว่าคนญี่ปุ่น เช่น รถเวลาขึ้นรถไฟ คนเยอรมันไม่ค่อยเข้าแถวรอขึ้นรถไฟ อาจเพราะชานชาลาคนไม่ได้เบียดกันแน่นแบบญี่ปุ่น ทำให้คนเยอรมันขึ้นลงรถไฟได้อิสระราบรื่น และเมื่อมีเด็ก ผู้ญิง คนชรา พวกเขาก็เปิดทางให้ง่ายๆ พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด แต่ยืดหยุ่น เป็นอิสระ ไม่เครียด และจะปฏิบัติตามกฏระเบียบเพราะสามัญสำนึกมากกว่าอิธิพลของคนรอบข้าง

ในขณะที่ญี่ปุ่น ทุกคนต้องอยู่ในกรอบ อยู่ในขนบธรรมเนียมที่ทำต่อๆกันมา หรือหากเป็นเรื่องการทำงาน คนเยอรมันก็มีความคิด “พึ่งพาตัวเอง เป็นอิสระ” มากกว่าคนญี่ปุ่น ในระดับงานที่เท่ากัน พนักงานเยอรมันสามารถตัดสินใจหลายๆเรื่องด้วยตนเอง หัวหน้าจะปล่อยให้ลูกทีมคิดเอง และไม่ต้องให้รายงานทุกสิ่งอย่าง แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่น ต้องทำรายงาน แจ้งข้อมูล ขอคำชี้แนะจากฝ่ายเกี่ยวข้อง กว่าจะได้ข้อสรุปหรืออนุมัติก็กินเวลานานโข

2. ด้านวิธีการสื่อสาร คนเยอรมันทักทายและคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่สนเรื่องอายุ ตำแหน่ง เพศ แต่ต้องการละลายน้ำแข็ง เพื่อความสนิทสนมกันมากขึ้น แต่คนญี่ปุ่นจะเงียบ เรียบร้อย ขี้อาย คนเยอรมันจะไม่ชอบเดาใจคนอื่น แต่จะชอบถามทันทีเมื่อไม่เข้าใจ ส่วนคนญี่ปุ่นจะมองว่าการเดาใจคนอื่นเป็นการเอาใจใส่ แม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ยังถูกออกแบบมาให้เดาใจคนใช้เลย

3. ด้านวิธีการบริหารเวลา โดยพื้นฐานสองชาตินี้เป็นคนขยันอยู่แล้ว แต่คนเยอรมันจะทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ และไม่ฝืนกำลังมากไปกว่านั้น มองว่าการทำงานให้มากที่สุดในเวลาน้อยที่สุดคือเรื่องดี เพราะเชื่อว่าเงินทองใช้หมดหาใหม่ได้ แต่ชีวิตที่ผ่านไปแล้วเรียกกลับคืนไม่ได้ กลับกันญี่ปุ่นจะเป็นแนวทำงานหามรุ่งหามค่ำ มาก่อนกลับดึกเสมอเพราะส่งผลต่อการเลื่อนตำแหน่งในอนาคต

4. ด้านการทำงานเป็นทีม คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส มีลำดับชั้น นับถือกันที่ตำแหน่งมากกว่าตัวบุคคล ส่วนคนเยอรมันจะไม่ถ่อมตัวกว่าเมื่อเจอผู้ใหญ่แต่ก็ไม่เบ่งกับลูกน้องหรือผู้น้อย พวกเขารู้จักกาละเทศะและสังคมเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็น เวลาประชุม คนญี่ปุ่นไม่ชอบตัดสินใจคนเดียว จึงต้องเรียกประชุมบ่อยครั้งและเข้าทีหลายๆคน แต่คนเยอรมันจะคิดว่า เมื่อเราพยายามตัดสินเสียงคนหมู่มาก ความคิดที่เฉียบคมจะค่อยๆทื่อลง พวกเขาจึงพยายามลดจำนวนคนประชุม

5. ด้านการใช้ชีวิต คนเยอรมันให้ความสำคัญกับครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง ถนัดในการรักษาระยะห่างของความสัมพันธ์ ไม่ทำตัวสนิทเกินไป แต่ไม่ถึงกับปลีกวิเวก พอเลิกงานคนเยอรมันจะตรงดิ่งกลับบ้านใช้เวลากับคนในครอบครัว ส่วนคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญเรื่องงาน เพราะงานเหมือนเป็นศักดิ์ศรีของตัวเค้าเอง และจะรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ชอบไปสังสรรค์ต่อกับเพื่อนร่วมงาน ส่วนไลฟ์สไตล์ โดยทั่วไปคนเยอรมันจะเรียบง่ายและประหยัด จะซื้อบ้านดีๆ รถดีๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าดีๆ แต่จะไม่ค่อยเห็นของแต่งบ้านจุกจิก เสื้อผ้าแฟชั่น หรืออาหารหรูหราอะไร จะชอบกินชืดๆ เช่น ขนมปัง ชีส แฮม พอแล้ว แต่ญี่ปุ่นจะตรงข้าม บ้านหรือห้องเล็กๆ รถเล็กๆ แต่เครื่องแต่งกาย อาหารต้องดีไว้ก่อน คนเยอรมันชอบใช้เงินเพื่อพักร้อนกับครอบครัว คนญี่ปุ่นชอบใช้เงินกับเรื่องส่วนตัว ภาพลักษณ์ ถ้าเป็นเรื่องซื้อของคนญี่ปุ่นจะมองหาของราคาถูก คนเยอรมันจะมองหา ของดีราคาแพงก็ยอมจ่าย ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เพราะเมื่อบริษัทได้กำไร เศรษฐกิจดีขึ้นและจ่ายเงินเดือนสูงได้ ทำให้มีเงินมาหมุนเวียนต่อ

ทั้งนี้ก็อยากให้เอาไปปรับใช้กันเอง ไม่ได้บอกว่าของใครดี ของใครไม่ดี ก็ให้ดูตามสถานการณ์ที่เหมาะสมไป หนังสือดีอย่าปล่อยให้มันนอนอยู่บ้านเฉยๆล่ะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น