
025
อะไรที่ดูไม่จำเป็นตอนนี้ แต่จะสร้างความแตกต่างได้ในอนาคต คือสิ่งที่ควรทำวันนี้
ถ้าลองสังเกตดู สิ่งที่ด่วน ต้องรีบทำ มักจะไม่ใช่สิ่งสำคัญจริงๆของชีวิต และสิ่งที่ไม่ด่วน สิ่งที่เราคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะให้ทำ มักจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่เรามักชะล่าใจ เก็บไว้ทำทีหลังตลอด
อยากให้มีเวลานั่งนิ่งๆกับตัวเอง พิจารณาดีๆว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ด่วนแต่สำคัญในชีวิต และให้โฟกัสกับสิ่งนี้ ถ้าเรามีวินัยและความอดทนมากพอ มันจะออกดอกออกผลที่งดงามให้เราเองในภายภาคหน้า การจะทำแบบนี้ได้
ตัวช่วยที่ดีมากๆเลยคือหนังสือ Atomic Habits, Tiny Changes, Remarkable Results เพราะชีวิตดีได้กว่าที่เป็น ที่เคยเขียนไว้ในโพส 010 ถ้าเราใช้ชีวิตแบบมองแค่วันนี้ เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป
ถ้าเรามองให้ไกลกว่าเดิม กว้างกว่าเดิม จะรู้ว่าตัวเรามีศักยภาพอะไรอื่นที่ซ่อนไว้อีก แค่ต้องหาให้เจอ หรือถ้าไม่มีจริงๆ ก็จงสร้างมันขึ้นมาเองก็ย่อมได้ มาลองดูตัวอย่างกันว่าเรื่องอะไรบ้างที่ไม่ด่วน แต่สร้างความแตกต่างได้ในอนาคตแน่ๆ เช่น
• การทาครีม ดูแลผิว – ไว้เจอเจ้เก้า เพื่อนเจ้เมื่อไหร่ ลองขอจับผิวเจ้เค้าดู เจ้เห็นเจ้เก้าทาครีมตั้งแต่เด็กยันโต ละเมียดละไมทาทุกจุด จนตอนนี้มีลูกแล้วก็ทาให้ลูกต่อ ผิวเจ้เก้าเนียนสวย และนุ่มน่าจับมาก ผิดกับเจ้ที่ไม่ค่อยชอบทาครีมแต่ไหนแต่ไร ผิวที่ขาเลยแห้งแตกเหมือนเกล็ดงู (อี๋) เจ้เพิ่งจะมาทาครีมทุกวันก็ตอนหลังแต่งงานมาแล้ว ซึ่งมันก็เทียบไม่ได้กับผิวเจ้เก้าที่ได้รับการบำรุงมาตลอดสามสิบปี แต่ตอนนี้จะว่าไปผิวเจ้ก็ไม่แตกแบบแต่ก่อนแล้วนะ
• การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ – อาจไม่ได้เห็นผลวันนี้ แต่ให้ดูกันยาวๆสัก 10 ปีข้างหน้า เราจะดูเด็กกว่าวัยหรือไม่ เป็นโรคต่างๆหรือเปล่า อาหารการกินเป็นส่วนสำคัญ (พยายามปรับเปลี่ยนอยู่นะ ค่อยเป็นค่อยไปขอใช้หลัก Sprint มาช่วยแล้วกัน)
• การอ่านหนังสือ – ไม่ได้เห็นผลวันนิ้ แต่ให้ดูกันยาวๆ ว่าความคิดความอ่านเราเปลี่ยนไปแค่ไหน มุมมองที่มีต่อเรื่องต่างๆเปลี่ยนไปยังไง มันเป็นการช่วยให้เราสร้างความเชื่อมโยงเรื่องแต่ละเรื่องเข้าด้วยกัน (Connect the dot) ได้โดยประหยัดเวลาตัวเองไปเยอะ เพราะเราไม่มีชีวิตยืนยาวพอที่จะทดลองทำทุกเรื่องด้วยตัวเอง แต่เราสามารถเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์เดียวกับคนที่ทำจริงๆได้จากการอ่านนี่แหละ
• การออกกำลังกายสม่ำเสมอ – ไม่ได้เห็นผลวันนี้ แต่ให้ดูกันยาวๆตอนที่แก่ตัวไป ว่าเราจะเป็นคนแก่ที่แข็งแรงหรือเปล่า (ตัวอย่างใกล้ตัวมีให้เห็น คือป๊าเรานั่นเอง ป๊าออกกำลังสม่ำเสมอ หนุ่มๆตีแบต แก่แล้วก็ตีกอล์ฟ ตอนนี้อายุใกล้เลข 7 แล้วแต่ยังดูเหมือนเพิ่ง 50 มีเรี่ยงแรงไปเที่ยว เดินทาง พบปะสังสรรค์เพื่อนฝูง ทำให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เฉื่อยชาเป็นพ่อหม้ายซึมเศร้า ซึ่งดีใจที่ได้เห็นป๊ามีความสุขในวัยเกษียณ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะป๊าทำสิ่งที่ไม่ด่วนแต่สำคัญ ทั้งเรื่องสุขภาพและการเก็บออมลงทุนมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ)
• การออมเงิน – การวางแผนบริหารเงินเผื่อวันที่ไม่สามารถหาเงินได้แล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องเกษียณ พวกน้องในวัยนี้อาจไม่อยากฟังเพราะคิดว่าไกลตัว แต่ขอให้อย่าลืมของขวัญของความอ่อนเยาว์ที่พระเจ้ามอบไว้ให้นั่นคือเวลาในการเก็บออม ลงทุน ที่มีมากกว่าคนแก่แล้ว อย่าชะล่าใจในเรื่องนี้
• การฝึกฝนทำในสิ่งๆหนึ่งอยู่ตลอด – อาจะไม่ทำให้เรากลายเป็นคนเก่งที่สุด แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป ชีวิตการเรียนเจ้อยู่กับภาษาอังกฤษตลอด ตั้งแต่ป๊ากับม้าส่งไปเรียนซัมเมอร์ที่ออสเตรเลียตอนม.1 ก็ติดใจชอบเรียนภาษามาตั้งแต่นั้นมา มาทำงานแรก งานที่สอง ก็ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการทำงาน
แต่พอมางานล่าสุด แทบไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย มีแค่เขียนอีเมล์และเวลาเข้าพรีเซนต์ให้ผู้บริหารเท่านั้นถึงจะได้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่เจ้ก็พยายามให้ภาษาอังกฤษมันอยู่รอบตัวไม่ห่างหายไปนาน ทั้งอ่านหนังสือ ดูหนัง หาข้อมูลในเวป เป็น guest speaker ที่ MUIC หรือแม้กระทั่งเรียนออนไลน์กับมหาลัยต่างประเทศ
แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ครบ 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน เหมือนเมื่อก่อน ความคล่องก็ดรอปไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็คิดว่าอยู่ในระดับที่สื่อสารทำงานได้ เจ้ก็พยายามสุดความสามารถที่จะรักษาสกิลตรงนี้ไว้ เผื่อต้องใช้ในอนาคต เหมือนกับที่น้องทั้งสองคน ได้ภาษาจีนจากการร่ำเรียนที่ประเทศจีนมา (แม้จะคนละเมือง และชอบบลัฟเรื่องสำเนียงจีนเหนือ จีนใต้กันตลอด)
ถึงตอนทำงานแม้จะไม่ได้ใช้ทุกวัน แต่อย่าให้ห่างหายจนลืมเลือนไป ลองคิดดูว่าถ้าหมั่นฝึกฝนอยู่ตลอด ไม่แน่ว่าอนาคตสกิลตรงนี้อาจพาเราไปสู่จุดใหม่ จุดเปลี่ยนของชีวิตก็เป็นได้
ด้วยรักจากเจ้
