
024
Put oneself in someone else’s shoes – เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เคยอ่านเจอในเฟซบุ๊ค มีคนเขียนไว้ว่า เราทุกคนเคยเป็นตัวร้าย (Villain) เรื่องเล่าของคนอื่นเสมอเป็นธรรมดาที่เรื่องเล่าที่ออกจากปากเรา เราจะพูดเสมือนว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำเสมอ (แม้ในใจจะคิดแบบนั้นจริงๆก็ตาม)
ย้อนไปตอนเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ ช่วงสองสามเดือนแรก มีเหตุให้น้ำตาซึม น้ำตาตกใน อาจเพราะยังปรับตัวไม่ได้จากการเป็นนักเรียน นักศึกษาสบายๆ แล้วต้องมาทำงานเป็นครั้งแรก ไม่ชินกับการทำงาน ไม่ชินกับการมีคนมากำกับ อาหารการกินก็ไม่ถูกปาก ต้องรีบเร่งฝ่าฟันฝูงชนทั้งตอนทานข้าวเที่ยงและตอนกลับบ้าน บางวันกลับดึก ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน
พอเจอป๊าม้าก็มาระบาย บ่นทุกเรื่องให้คนที่บ้านฟัง ซึ่งแน่นอนเจ้รับบทเป็นตัวเอกผู้ถูกกระทำในเรื่องเล่าของเจ้เอง พอบ่อยเข้า ป๊าก็คงจะรำคาญเลยบอกว่า ออกมาเลย ไม่ต้องทำต่อแล้ว ทำไปทำไมหัวเสียทุกวัน เจ้ก็เลยไม่บ่นเรื่องงานอีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะกลัวโดนบังคับให้ลาออก
ประสบการณ์สอนให้โตขึ้น มุมมองกว้างขึ้น เหมือนว่าปีแรกที่ทำงานเราอยู่ลิฟต์กระจกชั้น 1 อึดอัดหน่อยๆ มองเห็นแต่คอนกรีตเสา มุมมองก็จะแคบๆ
พอมาวันนี้ขึ้นลิฟต์มาชั้นกลางๆละ เริ่มเห็นวิวทิวทัศน์ ทำให้มองโลกได้กว้างขึ้น นึกย้อนกลับไป ก็น้อมรับในความอ่อนด้อย หน่อมแน้มของตัวเองในวันที่เป็นเด็กน้อย ที่เคยบ่นพี่ที่ทำงานว่าดุมาก ทำงานเข้ากันไม่ได้ บลาๆ และเราก็จากกันด้วยความสัมพันธ์ธรรมดาๆ ไม่ได้สนิทกัน ทั้งๆที่พี่เค้าก็ดี สอนอะไรเจ้มากมาย แต่เพราะอคติในวัยเด็กทำให้เราสนิทกันได้เพียงผิวเผินเวลาผ่านไป เรื่องราวในอดีตมันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย
เมื่อวันที่เจ้ได้สวมรองเท้าของพี่เค้าดูบ้าง เจ้ก็ถึงได้เข้าใจ การที่เค้าจ้ำจี้จำไชตอนสอนงาน ตินู่นบ่นนี่ ให้งานมาทำเยอะๆ เป็นเพราะอะไร และต้องยอมรับว่าเพราะผ่านจุดนั้นมา ถึงได้มาถึงจุดนี้ได้ ถ้าเจ้เข้าใจเรื่อง Put oneself in someone else’s shoes – เอาใจเขามาใส่ใจเรา ตั้งแต่วันนั้น เจ้อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่คนนั้นมากกว่านี้ก็ได้เจ้จึงอยากให้ระมัดระวัง เวลาเล่าเรื่องให้คนรอบข้างฟัง ค่อยๆเรียบเรียงอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม ใส่อารมณ์ได้แต่ อย่าใส่ร้ายคนอื่นเกินจริง เพราะมันไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกดี และเราก็ไม่ดูดีขึ้นในสายตาคนฟังด้วย
—
มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อทำงานร่วมกับคนเยอะๆ มันก็อาจจะเป็นไปได้ที่เราละเลยความรู้สึกของใครบางคนไป ขอแค่งานเสร็จ ปิดงานได้สวยงามก็ถือว่าสำเร็จแล้ว เจ้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเคยไปละเลยความรู้สึกใครเข้าหรือเปล่า แต่พอมีเจอกับตัวเอง มันก็โกรธ น้อยใจ ว่าทำไมถึงไม่นึกถึงความรู้สึกกันบ้าง
ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ มันเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่ว่ามีคนนัดให้เจ้ไปช่วยงาน เลือกวันเวลา ยิงตารางจองตัวกันไว้ดิบดี แต่พอใกล้วันกลับเลื่อนงานนั้นขึ้นมาเร็วขึ้น 1 วัน ซึ่งเจ้ไม่สามารถไปช่วยวันนั้นได้เพราะติดงานอื่นอยู่ เลยคิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปช่วยตามกำหนดการเดิม
แต่ปรากฏว่าไม่มีใครบอกว่างานนั้นเสร็จแล้ว ไม่ต้องมาก็ได้ เจ้เลยรู้สึกดาวน์มาก เพราะ หนึ่ง เราไม่ได้มีส่วนร่วมช่วยงานนั้นเลย สอง ไม่มีใคร cancel ตารางที่นัดมา ทำให้ไปเก้อ คอมก็ไม่ได้เอาไป เพราะตั้งใจไปช่วยงาน ไม่ได้ไปทำงานตัวเอง ทำให้ต้องกลับบ้านมาเซ็งๆเจอแบบนี้
ก็เสียใจน้ำตาตกในเบาๆ เค้าโมโหเราหรือเปล่านะ เลยไม่สนใจที่จะบอกกันว่าไม่ต้องมาแล้วงานเสร็จแล้วนะ แต่ก็คิดว่า คนอื่นเค้าคงไม่ได้คิดอะไร งานเสร็จเค้าก็ดีใจที่ mission completed แล้ว และก็คงไม่ได้โกรธอะไรเจ้ที่ไม่ได้ไปช่วยงานวันที่เค้าเริ่มทำกัน
ทันใดนั้น ความโกรธ ความน้อยใจที่มีก็เลยจางหายไป ที่คิดแบบนี้ได้เพราะเจ้ลองนึกภาพตัวเองใส่รองเท้าของคนอื่นอยู่ ว่างานใหญ่เสร็จ ฉันก็อยากพักผ่อนแล้ว ไม่อยากทำอะไรแล้ว
แค่นั้นเองเรื่องนี้ก็ทำให้คิดว่า การทำงานร่วมกับคนอื่น มันเปราะบางมาก เราก็ต้องยิ่งระวังอย่าไปทำให้ใครเจ็บปวดใจ เราคงไม่อยากไปสร้างแผลในใจให้ใครโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน
และในทางกลับกัน ถ้ามีมีคนเล่าเรื่องของเค้า พยายามฟังด้วยใจที่เป็นกลาง เรามีอรรถรสร่วมในการสนทนากับเค้าได้เพื่อความสนุกสนาน ออกรสออกชาติตามประสาการเม้ามอยหอยสังข์เมื่อพบเจอเพื่อนฝูงญาติมิตรได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปเกลียดตัวร้าย (Villain) ของเรื่อง
ถ้าเรายังไม่ได้ฟังความให้ครบทั้งสองฝ่าย ดึงสติให้อยู่กับตัวอย่าไหลไปตามน้ำตกแห่งความเกลียดชัง บางทีเรื่องยากๆอาจแก้ได้ง่ายๆด้วยการแค่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เท่านั้นเอง
ด้วยรักจากเจ้
