016 The Promise Keeper คนประสบความสำเร็จ คือนักรักษาสัญญา
เล่มนี้สารภาพว่า ถ้าเดินเลือกเองในร้านหนังสือ คงไม่หยิบมา เพราะไม่ได้ชอบงานเขียนแนวคำคมเท่าไหร่ แต่เพราะโดนป้ายยาจากลุ่มหนังสือควรอ่านก่อนอายุ 30 ในเฟซบุ๊ค
เห็นหลายคนพูดถึง เลยซื้อมาอ่านซะหน่อยอ่านจบพบว่าแม้จะไม่ค่อยชอบสำนวนภาษาบางช่วง มันเป็นสำนวนประดิษฐ์หน่อยๆ อาจเป็นเพราะคนเขียนเคยบวชเรียนมาก่อนเลยผนวกเอาธรรมะเข้ามาในงานเขียนประปราย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อหาในเล่มก็ล้วนเป็นความปรารถนาดีที่ผู้เขียนอยากส่งมอบให้ผู้อ่านเล่มนี้แก่นของมัน ก็คือการที่เราสัญญาอะไรกับตัวเองไว้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดีขึ้น ตื่นเช้า จะทำอันนั้นอันนู้น จะไม่ยอมแพ้ ฯลฯ สิ่งที่ต้องทำก็คือการไม่ผิดสัญญา
ตามชื่อหนังสือนั่นแหละ ต้องฝึกฝนระเบียบวินัยและรักษาสัญญาเพื่อสร้าง Small Winเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1. การสร้างผู้นำ – การสร้างธุรกิจ Leadership & Business ตอนนี้เป็นตอนที่เจ้ค่อนข้างปวดหัว ด้วยไม่ชินกับสำบัดสำนวนสวยหรูอลังการเท่าไหร่ พอจะสรุปได้ว่า จะเป็นผู้นำ ต้องเป็นนักเรียนรู้อยู่เสมอ
• เป็นผู้สร้าง (สร้างคน กรุยเส้นทาง)
• เป็นนักสำรวจ (ภายในตัวเอง ก่อนจะเลือกเส้นทางภายนอก)
• นักทำให้สำเร็จ เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องทำให้จบ อาจจะแพ้ แต่ถ้าทำต่อไปก็จะแพ้น้อยลงเรื่อยๆ
• เป็นคนไม่หวั่นไหวง่าย
• เป็นคนฉลาด วางใจให้ถูกที่ ใช้ปัญญาให้ถูกจุด ทุกความสำเร็จเกิดขึ้นแล้วก็จะผ่านไปเสมอ แต่นิสัยที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดแล้วจะอยู่ติดตัวไปตลอด
• เป็นคนคิดบวก ถือคติว่าปัญหามา ปัญญาเกิด
• เป็นผู้ให้ ความสำเร็จไม่ใช่การไล่ล่าเพื่อให้ได้มา แต่เป็นการร่วมสร้างไปพร้อมกันกับทีม ยิ่งให้มากก็ยิ่งได้รับมาก
• ไม่เป็นแค่ผู้นำ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ฯลฯ
2. การสร้างทีม Team Building ยอบรับความแตกต่างทางความคิด รักษาจุดร่วม เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จะไม่มีค่าหากไม่มีทีมที่ดีพอ ไม่สำคัญว่าแพ้หรือชนะ แต่สำคัญที่ว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมหรือไม่ (ตอนนี้เจ้อ่านไปก็รู้สึกขัดใจบางตอน เช่นการบอกว่าให้สร้างทีมที่มีบรรยากาศเหมือนการมีเพื่อนสมัยประถม มันจะไปเทียบกันได้อย่างไร)
3. การสร้างตัวเอง Habit Changing, Mindset, Character การเปลี่ยนนิสัยตัวเองทำได้โดย ใช้ 5 กฎของความต่อเนื่อง ( The 5 Laws of Consistency) คือลงมือทำ ตาอยู่เป้าหมายใจอยู่ที่กระบวนการ เชื่อตนเองว่าทำได้ มีสมาธิต้องอดทน ศรัทธาในผลลัพธ์ของความสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นได้ว่าการได้อ่านเล่มนี้ในเวลาที่ไม่ใช่ ทำให้รู้สึกว่าไม่ถูกจริต (คล้ายๆกับตอนที่อ่าน rich dad poor dad ตอนเด็กเลยไม่อินรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ ไว้ถ้ามีโอกาสได้กลับมาอ่านอีกในอนาคตจะเล่าให้ฟังใหม่นะ )
แต่ก็ยังพอมีส่วนที่ชอบมากของหนังสือเล่มนี้ นั่นก็คือ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่มีวันหมดอายุ เป็นสิ่งที่เราต้องคอยสะสม สิ่งของนั้นมีร่องรอยแห่งการใช้งานหรือเก่าไปตามกาลเวลา แต่ประสบการณ์นั้นสดใหม่ และเพิ่มคุณค่าไปตามเข็มนาฬิกาเมื่อกลับมานึกถึงเสมอๆ
ดังนั้น สะสมสิ่งของได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ให้สะสมประสบการณ์ให้มากกว่า ถ้าสัญญาอะไรกับตัวเองไว้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ทำให้ได้นะ
เจ้เป็นกำลังใจให้
ด้วยรักจากเจ้


