015
จงอุดความเสี่ยงในตอนที่ยังทำได้
ย้อนกลับไปช่วงปี 2012 ที่ม้ารักษาตัวจากมะเร็งปอด ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนเป็นเดือนๆ ช่วงนั้นเจ้ทำงานแถวสีลม ออฟฟิศอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล ก็เลยได้เป็นคนที่ไปนอนเฝ้าม้าตลอดเพราะสะดวกที่สุดม้าต้องรับการรักษาตามขั้นตอน และหนึ่งในนั้นคือการฉายแสง ซึ่งไม่สามารถทำที่รพ.นี้ได้ จึงต้องทำเรื่องไปฉายแสงที่โรงพยาบาลรัฐที่มีเครื่องมือครบครันและหมอเฉพาะทางแทน
เป็นการรักษาแบบไปเช้าเย็นก็กลับมานอนที่รพ.กรุงเทพคริสเตียนเหมือนเดิม และแน่นอนว่าเพราะเป็นการประสานงานจากโรงพยาบาลด้วยกัน จึงทำให้ได้คิวฉายแสงเร็วกว่าปกติที่ต้องรอร่วมเดือนเช้าวันที่นัดฉายแสง รถพยาบาลมารับม้าไปรพ.รัฐแห่งนั้น เจ้ต้องไปทำประวัติคนไข้ใหม่ให้ม้า ใช้เวลานานมาก ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะได้เสร็จ
จากนั้นก็พาม้าขึ้นไปรอที่ตึก รอตั้งแต่เช้ายันบ่ายแก่ๆ ระหว่างรอ เจ้เห็นภาพคนไข้คนอื่นๆที่รอเหมือนกัน รอด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นสุขเอาซะเลย ยังจำได้ดีว่ามีคุณป้าคนนึงบ่นกับคนข้างๆบอกว่ากว่าจะได้คิวรอมาตั้งหลายเดือน พอถึงวันแล้วยังต้องมานั่งรอทั้งวันอีก ต่างคนก็ต่างรอ เป็นภาพที่ชวนหดหู่เสียจริง หารอยยิ้มของทั้งคนไข้และพยาบาลไม่เจอ
พอถึงคิวของม้า ก็เข้าห้องไปทำแป๊บเดียวไม่ถึง 10 นาทีเสร็จ แต่ก็ต้องไปรออีกเป็นชั่วโมงเพียงเพื่อจะจ่ายเงินวันนั้นกว่าม้าจะกลับถึงรพ.เข้าห้องนอนพักผ่อน ก็ค่ำพอดี
เจ้คิดในใจว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่เข้ารพ.รัฐ เลย มันต่างกันมากทั้งบรรยากาศ การบริการ ความรวดเร็ว ราคาของสองโรงพยาบาล
เจ้คิดว่าถ้าเลือกได้เราก็ไม่ควรไปเบียดเบียนคนที่เค้าจำเป็นต้องไปรพ.รัฐจริงๆช่วงนั้นที่ม้านอนรพ. บิลค่ารักษามาเก็บทุก 3 วัน ป๊าเอาบิลสรุปค่าใช้จ่ายค่ารักษาม้าที่รพ.จากบัตรเครดิตให้ดู พบว่าเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท
เจ้หน้าซีดเป็นเผือก และนึกในใจว่าถ้าถึงตาเจ้ต้องเข้ารพ. บ้าง เจ้คงจะไม่กล้าเสียเงินหลักล้านแบบป๊าแน่ๆ เราทำงานเก็บเงินมาแทบตาย จะเอาไปลงกับค่ารักษาหมดคงทำใจไม่ได้
เจ้จึงทำประกันสุขภาพเป็นเบี้ยจ่ายทิ้งรายปี เพราะสุขภาพเราแม้จะดูแลดีแค่ไหน แต่เราไม่รู้ว่าวันไหนจะแจ็คพอตเจอโรคที่ไม่คาดคิดขึ้นมา และเจ้คิดว่าจะพึ่งแต่ประกันของบริษัทไม่ได้ (เพราะถ้าวันไหนลาออกหรือไม่ได้ทำงานประจำแล้ว สวัสดิการตรงนี้ก็จะหายไป) และเจ้ก็ไม่อยากไปเบียดเบียดใช้รพ.ประกันสังคมด้วย (เคยเห็นว่าการบริการผู้ป่วยทั่วไป กับผู้ป่วยประกันสังคม ที่แตกต่างราวฟ้ากับเหวมาแล้ว แม้จะเป็นโรงพยาบาลเอกชน)
จนเมื่อปลายปี 2019 ที่เจ้ต้องผ่าตัดที่โรงพยาบาล BNH เป็นการตรวจเจอปุ๊บ นัดวันผ่าภายในอาทิตย์เดียวกันเลย คุณหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคน ดูแลดีมาก ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย บิลออกมา 6 หลัก แต่ยิ้มออกเพราะไม่ต้องจ่ายเองซักบาท
เจ้รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ได้ตัดสินใจอุดความเสี่ยงตั้งแต่ตอนที่ร่างกายตัวเองยังแข็งแรงครบถ้วนดีอยู่ ถึงได้มีโอกาสเข้าผ่าตัดเร็วไม่ต้องรอเป็นเดือนๆ ไม่ต้องโดนพยาบาลทำหน้าปั้นปึ่งตะคอกใส่ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ต้องอดทนรักษาตัวเอง แค่ไปรพ.หาหมอได้เลยไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายต่างๆ
ดังนั้นแล้ว ถ้าเรามีรายได้ นอกจากการเก็บออม และลงทุนแล้ว การเจียดเงินมาทำประกันสุขภาพ ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ใช้เงินเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดี
มันคล้ายกับการที่เรามีร่มติดตัวไว้ วันไหนที่ฝนตก เราก็ไม่ต้องตัวเปียกเดินตากฝน เราเลือกได้ว่าจะซื้อร่มตั้งแต่วันที่ยังแดดออกอยู่ หรือค่อยไปหาร่มเอาหน้างานตอนที่ฝนตกแล้ว
ทุกอย่างเลือกได้อยู่ที่การตัดสินใจของเราเอง
ด้วยรักจากเจ้

